“พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา ผู้สมัครคัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ยื่นฟ้อง ปธ.วุฒิสภา ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว กรณี นายประเสริฐ อภิปุญญา ซุปเปอร์บอร์ด ด้านคุ้มครองผู้บริโภค มีคุณสมบัติต้องห้าม...เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายพันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้สมัครคัดเลือกกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 70 หรือซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า วันนี้เดินทางไปยังศาลปกครองกลาง พร้อมทนายความ เพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กรณีนายประเสริฐ อภิปุญญา ซุปเปอร์บอร์ด กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค มีคุณสมบัติต้องห้าม นายพันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญาผู้สมัครคัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวต่อว่า ประเด็นที่จะยื่นฟ้องร้องในครั้งนี้ เนื่องจากส่วนตัวได้สอบถามไปยังสำนักงาน กสทช. แล้วทราบว่า ทางสำนักงาน กสทช.ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติให้นายประเสริฐลาออกจากตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. ตามที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กำหนดให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ต้องลาออกจากทุกตำแหน่งภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา และส่วนตัวไม่ทราบสาเหตุดังกล่าว “ขณะนี้ มีความสงสัยว่านายประเสริฐอยู่ในตำแหน่งใดระหว่างรองเลขาธิการ กสทช. หรือซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ซึ่งการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในวันนี้ หากศาลบอกสถานะว่านายประเสริฐเป็นรองเลขาธิการ ก็จะต้องสรรหาใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน แต่หากว่าศาลรับรองการเป็นซุปเปอร์บอร์ด ก็สามารถทำงานต่อได้” นายพันธ์ศักดิ์ กล่าว ด้านนายสุกฤษฎิ์ กิตติศรีวรพันธ์ ทนายความของนายพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ จะยื่นฟ้อง นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานพิจารณาคัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช. กรณีละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 9 วรรคแรก (2) ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 นายประเสริฐ อภิปุญญาขณะที่ นายประเสริฐ อภิปุญญา กล่าวว่า ยืนยันว่า ที่ผ่านมาทำตามขั้นตอนทุกอย่างอย่างถูกต้อง ต่อข้อถามถึงข้อเท็จจริงกรณีที่สำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติการลาออกนั้น นายประเสริฐ ระบุว่า ยังไม่มีความเห็นแต่อย่างใด และขอให้ทุกขั้นตอนดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมายผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประเสริฐเดิมอยู่ในตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่รองเลขาธิการ กสทช. และเลขานุการ กสท. ซึ่งยังไม่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. อย่างเป็นทางการ.
Saturday, April 27, 2013
คัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช.วุ่น! พันธ์ศักดิ์ยื่นฟ้องปธ.วุฒิฯ
คัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช.วุ่น! พันธ์ศักดิ์ยื่นฟ้องปธ.วุฒิฯ
“พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา ผู้สมัครคัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ยื่นฟ้อง ปธ.วุฒิสภา ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว กรณี นายประเสริฐ อภิปุญญา ซุปเปอร์บอร์ด ด้านคุ้มครองผู้บริโภค มีคุณสมบัติต้องห้าม...เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายพันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้สมัครคัดเลือกกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 70 หรือซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า วันนี้เดินทางไปยังศาลปกครองกลาง พร้อมทนายความ เพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กรณีนายประเสริฐ อภิปุญญา ซุปเปอร์บอร์ด กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค มีคุณสมบัติต้องห้าม นายพันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญาผู้สมัครคัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวต่อว่า ประเด็นที่จะยื่นฟ้องร้องในครั้งนี้ เนื่องจากส่วนตัวได้สอบถามไปยังสำนักงาน กสทช. แล้วทราบว่า ทางสำนักงาน กสทช.ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติให้นายประเสริฐลาออกจากตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. ตามที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กำหนดให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ต้องลาออกจากทุกตำแหน่งภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา และส่วนตัวไม่ทราบสาเหตุดังกล่าว “ขณะนี้ มีความสงสัยว่านายประเสริฐอยู่ในตำแหน่งใดระหว่างรองเลขาธิการ กสทช. หรือซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ซึ่งการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในวันนี้ หากศาลบอกสถานะว่านายประเสริฐเป็นรองเลขาธิการ ก็จะต้องสรรหาใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน แต่หากว่าศาลรับรองการเป็นซุปเปอร์บอร์ด ก็สามารถทำงานต่อได้” นายพันธ์ศักดิ์ กล่าว ด้านนายสุกฤษฎิ์ กิตติศรีวรพันธ์ ทนายความของนายพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ จะยื่นฟ้อง นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานพิจารณาคัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช. กรณีละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 9 วรรคแรก (2) ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 นายประเสริฐ อภิปุญญาขณะที่ นายประเสริฐ อภิปุญญา กล่าวว่า ยืนยันว่า ที่ผ่านมาทำตามขั้นตอนทุกอย่างอย่างถูกต้อง ต่อข้อถามถึงข้อเท็จจริงกรณีที่สำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติการลาออกนั้น นายประเสริฐ ระบุว่า ยังไม่มีความเห็นแต่อย่างใด และขอให้ทุกขั้นตอนดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมายผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประเสริฐเดิมอยู่ในตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่รองเลขาธิการ กสทช. และเลขานุการ กสท. ซึ่งยังไม่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. อย่างเป็นทางการ.
“พันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา ผู้สมัครคัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ยื่นฟ้อง ปธ.วุฒิสภา ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว กรณี นายประเสริฐ อภิปุญญา ซุปเปอร์บอร์ด ด้านคุ้มครองผู้บริโภค มีคุณสมบัติต้องห้าม...เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายพันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้สมัครคัดเลือกกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 70 หรือซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า วันนี้เดินทางไปยังศาลปกครองกลาง พร้อมทนายความ เพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กรณีนายประเสริฐ อภิปุญญา ซุปเปอร์บอร์ด กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค มีคุณสมบัติต้องห้าม นายพันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญาผู้สมัครคัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวต่อว่า ประเด็นที่จะยื่นฟ้องร้องในครั้งนี้ เนื่องจากส่วนตัวได้สอบถามไปยังสำนักงาน กสทช. แล้วทราบว่า ทางสำนักงาน กสทช.ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติให้นายประเสริฐลาออกจากตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. ตามที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กำหนดให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ต้องลาออกจากทุกตำแหน่งภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา และส่วนตัวไม่ทราบสาเหตุดังกล่าว “ขณะนี้ มีความสงสัยว่านายประเสริฐอยู่ในตำแหน่งใดระหว่างรองเลขาธิการ กสทช. หรือซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ซึ่งการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองในวันนี้ หากศาลบอกสถานะว่านายประเสริฐเป็นรองเลขาธิการ ก็จะต้องสรรหาใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน แต่หากว่าศาลรับรองการเป็นซุปเปอร์บอร์ด ก็สามารถทำงานต่อได้” นายพันธ์ศักดิ์ กล่าว ด้านนายสุกฤษฎิ์ กิตติศรีวรพันธ์ ทนายความของนายพันธ์ศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้ จะยื่นฟ้อง นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานพิจารณาคัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช. กรณีละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 9 วรรคแรก (2) ของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 นายประเสริฐ อภิปุญญาขณะที่ นายประเสริฐ อภิปุญญา กล่าวว่า ยืนยันว่า ที่ผ่านมาทำตามขั้นตอนทุกอย่างอย่างถูกต้อง ต่อข้อถามถึงข้อเท็จจริงกรณีที่สำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้เซ็นอนุมัติการลาออกนั้น นายประเสริฐ ระบุว่า ยังไม่มีความเห็นแต่อย่างใด และขอให้ทุกขั้นตอนดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมายผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประเสริฐเดิมอยู่ในตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่รองเลขาธิการ กสทช. และเลขานุการ กสท. ซึ่งยังไม่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช. อย่างเป็นทางการ.
ปิดตำนาน CAT CDMA หลังเที่ยงคืนวันนี้!
ปิดตำนาน CAT CDMA หลังเที่ยงคืนวันนี้!
“กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ” ซีอีโอ กสท เผยการยุติการให้บริการ CAT CDMA ภายในเที่ยงคืน เพื่อก้าวสู่เทคโนโลยี HSPA ที่ดีที่สุด ย้ำผู้ใช้เปลี่ยนไปใช้บริการ my...เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า กสท จะเปลี่ยนเทคโนโลยีการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ CDMA โดยจะยุติการให้บริการ CAT CDMA ภายในเที่ยงคืนวันนี้ ซึ่งหลังจากนี้ ผู้ใช้ CAT CDMA จะไม่สามารถใช้บริการในระบบ CDMA ได้อีกต่อไป โดยผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไปใช้บริการ my ระบบ HSPA ซึ่งเป็นบริการในระบบใหม่ และเป็น 3G ที่ดีที่สุด รายแรกของประเทศไทย เนื่องจากเป็นเน็ตเวิร์กที่ดีที่สุด และกำลังพัฒนาให้ดีที่สุดต่อไปกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าวต่อว่า หลังจากคืนนี้ ลูกค้าสามารถโอนย้ายมาใช้บริการ my โดยใช้หมายเลขเดิมได้ พร้อมส่วนลดค่าเครื่อง ค่าบริการ และโบนัสใช้งานฟรี ทั่วประเทศ ภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ และโอนย้ายมาใช้บริการ TruemoveH ในระบบ HSPA+ โดยติดต่อ True Shop แต่ผู้ใช้ CAT CDMA จะไม่สามารถใช้อุปกรณ์ CAT CDMA ที่ใช้อยู่เดิมได้ จะต้องเปลี่ยนเครื่องเป็นอุปกรณ์ที่รองรับ 3G WCDMA/HSPA 850MHz เท่านั้น โดยสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ คือ การบริการที่ครอบคลุมกว่าระบบ CDMA และการพัฒนาระบบที่ต่อเนื่องมากกว่า เนื่องจาก ระบบ CDMA เดิม จะแยกระหว่างส่วนกลางกับภูมิภาค แต่ครั้งนี้จะเชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางและภูมิภาค นอกจากนี้ ยังทำร่วมกับกลุ่มทรู ซึ่งจะทำให้เกิดความสมบูรณ์มากกว่า“หลังจากเที่ยงคืนนี้ เทคโนโลยีระบบ CDMA จะถูกปรับเปลี่ยน ซึ่งการโยกย้ายปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ดี และอยากเชิญชวนผู้ใช้ มาใช้บริการบริการ my ระบบ HSPA เพราะแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคตจะมีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น” นายกิตติศักดิ์ กล่าว
“กิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ” ซีอีโอ กสท เผยการยุติการให้บริการ CAT CDMA ภายในเที่ยงคืน เพื่อก้าวสู่เทคโนโลยี HSPA ที่ดีที่สุด ย้ำผู้ใช้เปลี่ยนไปใช้บริการ my...เมื่อวันที่ 26 เม.ย. นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า กสท จะเปลี่ยนเทคโนโลยีการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ CDMA โดยจะยุติการให้บริการ CAT CDMA ภายในเที่ยงคืนวันนี้ ซึ่งหลังจากนี้ ผู้ใช้ CAT CDMA จะไม่สามารถใช้บริการในระบบ CDMA ได้อีกต่อไป โดยผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไปใช้บริการ my ระบบ HSPA ซึ่งเป็นบริการในระบบใหม่ และเป็น 3G ที่ดีที่สุด รายแรกของประเทศไทย เนื่องจากเป็นเน็ตเวิร์กที่ดีที่สุด และกำลังพัฒนาให้ดีที่สุดต่อไปกรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าวต่อว่า หลังจากคืนนี้ ลูกค้าสามารถโอนย้ายมาใช้บริการ my โดยใช้หมายเลขเดิมได้ พร้อมส่วนลดค่าเครื่อง ค่าบริการ และโบนัสใช้งานฟรี ทั่วประเทศ ภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ และโอนย้ายมาใช้บริการ TruemoveH ในระบบ HSPA+ โดยติดต่อ True Shop แต่ผู้ใช้ CAT CDMA จะไม่สามารถใช้อุปกรณ์ CAT CDMA ที่ใช้อยู่เดิมได้ จะต้องเปลี่ยนเครื่องเป็นอุปกรณ์ที่รองรับ 3G WCDMA/HSPA 850MHz เท่านั้น โดยสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ คือ การบริการที่ครอบคลุมกว่าระบบ CDMA และการพัฒนาระบบที่ต่อเนื่องมากกว่า เนื่องจาก ระบบ CDMA เดิม จะแยกระหว่างส่วนกลางกับภูมิภาค แต่ครั้งนี้จะเชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางและภูมิภาค นอกจากนี้ ยังทำร่วมกับกลุ่มทรู ซึ่งจะทำให้เกิดความสมบูรณ์มากกว่า“หลังจากเที่ยงคืนนี้ เทคโนโลยีระบบ CDMA จะถูกปรับเปลี่ยน ซึ่งการโยกย้ายปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ดี และอยากเชิญชวนผู้ใช้ มาใช้บริการบริการ my ระบบ HSPA เพราะแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคตจะมีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น” นายกิตติศักดิ์ กล่าว
เอชพีออกพอร์ทโฟลิโอเทป ชูเทคโนโลยีใหม่ใช้ต้นทุนต่ำ
เอชพีออกพอร์ทโฟลิโอเทป ชูเทคโนโลยีใหม่ใช้ต้นทุนต่ำ
เอชพี เผยโฉมนวัตกรรมพอร์ทโฟลิโอเทป จัดเก็บข้อมูล “HP StoreEver” สนับสนุนเทคโนโลยี LTO-6 ชูจุดเด่นเพิ่มสมรรถนะ ความเร็ว และความสามารถในการปรับขยายระบบ พร้อมลดต้นทุนต่อกิกะไบต์...เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด หรือเอชพี ได้เปิดตัวพอร์ทโฟลิโอเทป จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver ใหม่ ซึ่งสนับสนุนเทคโนโลยี Linear Tape-Open เจเนอเรชั่นที่ 6 (LTO-6) ให้สมรรถนะการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น 2 เท่า และมีความเร็วเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยี LTO-5 ที่มีพื้นที่การใช้งานโดยใช้เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลขนาดเดียวกันทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver คือ พอร์ทโฟลิโอระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเทปที่ครอบคลุมกว้างขวางมากที่สุดในอุตสาหกรรมไอที โดยผนวกนวัตกรรมโซลูชั่นและเทคโนโลยีชั้นนำของเอชพีเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเทปจัดเก็บข้อมูลที่มา พร้อมโซลูชั่นจัดเก็บข้อมูลแบบผนวกของเอชพี หรือ HP Converged Storage ทั้งยังมีโซลูชั่น HP Data Protector และซอฟต์แวร์สำรองข้อมูลของผู้ผลิตชั้นนำรายอื่นๆ มาพร้อมกับเทคโนโลยี LTO-6 ใหม่ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver สามารถปกป้องและรักษาข้อมูลได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ด้วยรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานในทุกสภาวะแวดล้อมนอกจากนี้ ยังมีความโดดเด่นในการปรับขยายระบบความเร็ว สมรรถนะ และโครงสร้างต้นทุนต่ำ ทำให้ผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver เป็นโซลูชั่นจัดเก็บข้อมูลสำหรับองค์กรต่างๆ ที่ต้องรับมือกับบิ๊กดาต้า ซึ่งเป็นความท้าทายในปัจจุบัน เนื่องจากพอร์ทโฟลิโออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver มาพร้อมกับเทคโนโลยี LTO-6 มุ่งขับเคลื่อนลูกค้าระดับองค์กรให้มีโอกาสในการแข่งขันเพิ่มขึ้นด้วยฟีเจอร์ ได้แก่ สมรรถนะการจัดเก็บข้อมูลสูงมากถึง 6.25 เทราไบต์บนเทปคาร์ทริดจ์แบบ LTO-6 บีบอัดข้อมูลได้ถึง 2.5:1 มีความเร็วในการบีบอัดข้อมูลสูงถึง 400 เมกะไบต์ต่อวินาที หรือ 1.4 เทราไบต์ต่อชั่วโมง สามารถปรับขยายสมรรถนะการจัดเก็บข้อมูลและการสำรองข้อมูลอย่างไรก็ตาม อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver Single Tape Drive มีความจุถึง 6.25 เทราไบต์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver LTO-6 Tape Autoloader ความจุ 50 เทราไบต์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver Mid-Range Tape Library มีความจุ 600 เทราไบต์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver Enterprise Tape Library มีความจุถึง 44 เพตาไบต์ ทั้งยังมีต้นทุนต่อ 1 กิกะไบต์ ต่ำกว่า 1 บาท ขณะเดียวกัน ยังเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเทคโนโลยี LTO คือ ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออฟไลน์ ที่ไม่ต้องมีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย จึงช่วยลดต้นทุนต่อกิกะไบต์ และต้นทุนในการเป็นเจ้าของทั้งหมด ทั้งยังทนทาน เพราะเทปที่ใช้จัดเก็บข้อมูลเป็นระบบบันทึกข้อมูลแบบแม่เหล็ก ที่มีความทนทานนานกว่าแผ่นดิสก์ นอกจากนี้ เทปคาร์ทริดจ์แบบ LTO-6 มีอายุการใช้งานนานถึง 30 ปี รองรับการเก็บรักษาข้อมูลในระยะยาวได้.
เอชพี เผยโฉมนวัตกรรมพอร์ทโฟลิโอเทป จัดเก็บข้อมูล “HP StoreEver” สนับสนุนเทคโนโลยี LTO-6 ชูจุดเด่นเพิ่มสมรรถนะ ความเร็ว และความสามารถในการปรับขยายระบบ พร้อมลดต้นทุนต่อกิกะไบต์...เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด หรือเอชพี ได้เปิดตัวพอร์ทโฟลิโอเทป จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver ใหม่ ซึ่งสนับสนุนเทคโนโลยี Linear Tape-Open เจเนอเรชั่นที่ 6 (LTO-6) ให้สมรรถนะการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น 2 เท่า และมีความเร็วเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยี LTO-5 ที่มีพื้นที่การใช้งานโดยใช้เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลขนาดเดียวกันทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver คือ พอร์ทโฟลิโอระบบจัดเก็บข้อมูลแบบเทปที่ครอบคลุมกว้างขวางมากที่สุดในอุตสาหกรรมไอที โดยผนวกนวัตกรรมโซลูชั่นและเทคโนโลยีชั้นนำของเอชพีเข้าไว้ด้วยกัน อาทิ ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเทปจัดเก็บข้อมูลที่มา พร้อมโซลูชั่นจัดเก็บข้อมูลแบบผนวกของเอชพี หรือ HP Converged Storage ทั้งยังมีโซลูชั่น HP Data Protector และซอฟต์แวร์สำรองข้อมูลของผู้ผลิตชั้นนำรายอื่นๆ มาพร้อมกับเทคโนโลยี LTO-6 ใหม่ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver สามารถปกป้องและรักษาข้อมูลได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ด้วยรูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานในทุกสภาวะแวดล้อมนอกจากนี้ ยังมีความโดดเด่นในการปรับขยายระบบความเร็ว สมรรถนะ และโครงสร้างต้นทุนต่ำ ทำให้ผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver เป็นโซลูชั่นจัดเก็บข้อมูลสำหรับองค์กรต่างๆ ที่ต้องรับมือกับบิ๊กดาต้า ซึ่งเป็นความท้าทายในปัจจุบัน เนื่องจากพอร์ทโฟลิโออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver มาพร้อมกับเทคโนโลยี LTO-6 มุ่งขับเคลื่อนลูกค้าระดับองค์กรให้มีโอกาสในการแข่งขันเพิ่มขึ้นด้วยฟีเจอร์ ได้แก่ สมรรถนะการจัดเก็บข้อมูลสูงมากถึง 6.25 เทราไบต์บนเทปคาร์ทริดจ์แบบ LTO-6 บีบอัดข้อมูลได้ถึง 2.5:1 มีความเร็วในการบีบอัดข้อมูลสูงถึง 400 เมกะไบต์ต่อวินาที หรือ 1.4 เทราไบต์ต่อชั่วโมง สามารถปรับขยายสมรรถนะการจัดเก็บข้อมูลและการสำรองข้อมูลอย่างไรก็ตาม อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver Single Tape Drive มีความจุถึง 6.25 เทราไบต์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver LTO-6 Tape Autoloader ความจุ 50 เทราไบต์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver Mid-Range Tape Library มีความจุ 600 เทราไบต์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล HP StoreEver Enterprise Tape Library มีความจุถึง 44 เพตาไบต์ ทั้งยังมีต้นทุนต่อ 1 กิกะไบต์ ต่ำกว่า 1 บาท ขณะเดียวกัน ยังเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเทคโนโลยี LTO คือ ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออฟไลน์ ที่ไม่ต้องมีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย จึงช่วยลดต้นทุนต่อกิกะไบต์ และต้นทุนในการเป็นเจ้าของทั้งหมด ทั้งยังทนทาน เพราะเทปที่ใช้จัดเก็บข้อมูลเป็นระบบบันทึกข้อมูลแบบแม่เหล็ก ที่มีความทนทานนานกว่าแผ่นดิสก์ นอกจากนี้ เทปคาร์ทริดจ์แบบ LTO-6 มีอายุการใช้งานนานถึง 30 ปี รองรับการเก็บรักษาข้อมูลในระยะยาวได้.
Wednesday, April 24, 2013
ฟันธง! นิยามสื่อบริการสาธารณะไทย ไม่ตรงกับคำนิยามสากล
ฟันธง! นิยามสื่อบริการสาธารณะไทย ไม่ตรงกับคำนิยามสากล
นักวิชาการ ฟันธง นิยามสื่อบริการสาธารณะของประเทศไทย ต่างจากคำนิยามของสากลโดยสิ้นเชิง ขณะที่ อ.คณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้า ชี้ ความหมายทีวีบริการสาธารณะ ผิดจากเดิม เปรียบเสมือน ปชช.เป็นผู้รับบริการ ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง เพราะฉะนั้นอย่ามายุ่ง... เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ เรื่องทีวีดิจิตอล...จุดเปลี่ยนประเทศไทย ตอน ทีวีสาธารณะ จัดโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า คำว่า ทีวีสาธารณะใจความสำคัญหลักใหญ่ คือ ต้องการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนทุกคน ที่ไม่มีสิทธิ์จะพูดกับสื่อ ได้มีโอกาสได้พูด เล่า และนำเสนอข้อเท็จจริง เนื่องจากที่ผ่านมา คนที่ต้องการใช้พื้นที่ในสื่อ ต้องทำสิ่งในที่รุนแรง เพื่อเรียกร้องความสนใจผ่านสื่อในเรื่องกระบวนการเป็นประชาธิปไตย อาจารย์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า คำถามเกี่ยวกับทีวีสาธารณะ คือ ผู้ถือครองยังเป็นแบบเดิมหรือไม่ คำว่า ความมั่นคง เป็นความมั่นคงของใคร คำว่า รัฐ เป็นรัฐแบบไหน และประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงจะบอกเล่าหรือไม่ ส่วนคำว่า ทีวีบริการสาธารณะ คือ การบริการสาธารณะซึ่งผิดไปจากเดิม เพราะนั่นหมายความว่า ประชาชนเป็นผู้รับบริการ ไม่มีสิทธิ์มีเสียง เพราะฉะนั้นประชาชนอย่ามายุ่งนายนันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บริการสาธารณะเป็นคำศัพท์ทางกฎหมายมหาชน ในทางทฤษฎีต้องตอบสนอง 2 เรื่อง ได้แก่ 1. ยึดโยงกับรัฐ และ 2. ตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งประเด็นสำคัญ คือ ทำอย่างไรทีวีแต่ละช่องจะมีเนื้อหาที่น่าสนใจและตอบสนองคนดูที่เป็นประชาชน ส่วนนิยามการไม่แสวงหากำไร หรือการไม่เน้นกำไร พ.ศ.2542 มีการตั้งหน่วยงานองค์การมหาชน เพราะรัฐต้องการตั้งหน่วยงานเพื่อจัดทำบริการสาธารณะที่ต่างจากรัฐวิสาหกิจที่มุ่งหากำไร ดังนั้น การใช้ดุลพินิจของ กสทช. ควรออกประกาศหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด และต้องดำเนินการให้หลุดพ้นข้อครหาของตัวเอง เพื่อความรอบคอบและเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติและรัฐ และต้องมีเกณฑ์ที่ชัดเจนโดยไม่ใช่ดุลพินิจ นางสาวพิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านระบบทีวีจากอะนาล็อกมาสู่ดิจิตอล จะก่อให้เกิดการแข่งขันแบบใหม่ ที่สามารถเปิดให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงได้หลายช่องทางขึ้น ซึ่งแตกต่างจากระบบอะนาล็อกที่แหล่งรายได้จะอยู่ที่สถานีโทรทัศน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต่อว่า นิยามและความหมายตามทฤษฎีและที่ปฏิบัติกันในระดับสากลคำว่า ทีวีสาธารณะ หมายถึง การกระจายเสียงแพร่สาธารณะ Public Service Broadcasting (PSB) ซึ่งต้องมีบริการพื้นฐาน คือ ทุกคนต้องเข้าถึงได้ มีความเป็นสาธารณะไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประเทศ และเน้นความหลากหลาย แต่ที่ผ่านมาการดำเนินการของ กสทช. และการกำหนดนิยาม สามารถฟันธงได้ว่า นิยามสื่อบริการสาธารณะไทย ต่างจากคำนิยามของสากลโดยสิ้นเชิง นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. และกรรมการด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า จากเวทีครั้งนี้ จะรวบรวมและสรุปก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กสท.เพื่อขอให้ทบทวนเรื่องเกณฑ์การคัดเลือกทีวีดิจิตอลสาธารณะ หรือ บิวตี้คอนเทส (Beauty Contest) ในวันที่ 29 เม.ย.นี้
นักวิชาการ ฟันธง นิยามสื่อบริการสาธารณะของประเทศไทย ต่างจากคำนิยามของสากลโดยสิ้นเชิง ขณะที่ อ.คณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้า ชี้ ความหมายทีวีบริการสาธารณะ ผิดจากเดิม เปรียบเสมือน ปชช.เป็นผู้รับบริการ ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง เพราะฉะนั้นอย่ามายุ่ง... เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นายมานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ เรื่องทีวีดิจิตอล...จุดเปลี่ยนประเทศไทย ตอน ทีวีสาธารณะ จัดโดย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า คำว่า ทีวีสาธารณะใจความสำคัญหลักใหญ่ คือ ต้องการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนทุกคน ที่ไม่มีสิทธิ์จะพูดกับสื่อ ได้มีโอกาสได้พูด เล่า และนำเสนอข้อเท็จจริง เนื่องจากที่ผ่านมา คนที่ต้องการใช้พื้นที่ในสื่อ ต้องทำสิ่งในที่รุนแรง เพื่อเรียกร้องความสนใจผ่านสื่อในเรื่องกระบวนการเป็นประชาธิปไตย อาจารย์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต่อว่า คำถามเกี่ยวกับทีวีสาธารณะ คือ ผู้ถือครองยังเป็นแบบเดิมหรือไม่ คำว่า ความมั่นคง เป็นความมั่นคงของใคร คำว่า รัฐ เป็นรัฐแบบไหน และประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงจะบอกเล่าหรือไม่ ส่วนคำว่า ทีวีบริการสาธารณะ คือ การบริการสาธารณะซึ่งผิดไปจากเดิม เพราะนั่นหมายความว่า ประชาชนเป็นผู้รับบริการ ไม่มีสิทธิ์มีเสียง เพราะฉะนั้นประชาชนอย่ามายุ่งนายนันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บริการสาธารณะเป็นคำศัพท์ทางกฎหมายมหาชน ในทางทฤษฎีต้องตอบสนอง 2 เรื่อง ได้แก่ 1. ยึดโยงกับรัฐ และ 2. ตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งประเด็นสำคัญ คือ ทำอย่างไรทีวีแต่ละช่องจะมีเนื้อหาที่น่าสนใจและตอบสนองคนดูที่เป็นประชาชน ส่วนนิยามการไม่แสวงหากำไร หรือการไม่เน้นกำไร พ.ศ.2542 มีการตั้งหน่วยงานองค์การมหาชน เพราะรัฐต้องการตั้งหน่วยงานเพื่อจัดทำบริการสาธารณะที่ต่างจากรัฐวิสาหกิจที่มุ่งหากำไร ดังนั้น การใช้ดุลพินิจของ กสทช. ควรออกประกาศหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด และต้องดำเนินการให้หลุดพ้นข้อครหาของตัวเอง เพื่อความรอบคอบและเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติและรัฐ และต้องมีเกณฑ์ที่ชัดเจนโดยไม่ใช่ดุลพินิจ นางสาวพิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านระบบทีวีจากอะนาล็อกมาสู่ดิจิตอล จะก่อให้เกิดการแข่งขันแบบใหม่ ที่สามารถเปิดให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงได้หลายช่องทางขึ้น ซึ่งแตกต่างจากระบบอะนาล็อกที่แหล่งรายได้จะอยู่ที่สถานีโทรทัศน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวต่อว่า นิยามและความหมายตามทฤษฎีและที่ปฏิบัติกันในระดับสากลคำว่า ทีวีสาธารณะ หมายถึง การกระจายเสียงแพร่สาธารณะ Public Service Broadcasting (PSB) ซึ่งต้องมีบริการพื้นฐาน คือ ทุกคนต้องเข้าถึงได้ มีความเป็นสาธารณะไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประเทศ และเน้นความหลากหลาย แต่ที่ผ่านมาการดำเนินการของ กสทช. และการกำหนดนิยาม สามารถฟันธงได้ว่า นิยามสื่อบริการสาธารณะไทย ต่างจากคำนิยามของสากลโดยสิ้นเชิง นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. และกรรมการด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า จากเวทีครั้งนี้ จะรวบรวมและสรุปก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ กสท.เพื่อขอให้ทบทวนเรื่องเกณฑ์การคัดเลือกทีวีดิจิตอลสาธารณะ หรือ บิวตี้คอนเทส (Beauty Contest) ในวันที่ 29 เม.ย.นี้
แบล็กเบอร์รี่หงอย เปิดตัว Z10 ไม่คึกคัก
แบล็กเบอร์รี่หงอย เปิดตัว Z10 ไม่คึกคัก
แบล็กเบอร์รี่ เปิดตัวสมาร์ทโฟรรุ่นล่าสุด Z10 ในไทยอย่างเป็นทางการวันนี้ พบบรรยากาศไม่คึกคัก ทั้ง 2 สถานที่จัดงาน ค่ายมือถือช่วยโปรโมทแจกของแถม แพ็กเกจ โปรโมชั่นเพียบ...เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ภายหลัง แบล็กเบอร์รี่ ผู้ผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตระกูลแบล็กเบอร์รี่ ได้ประกาศวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด Z10 อย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันนี้ โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมแบล็กเบอร์รี่ เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ (BlackBerry Experience Center) บริเวณชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ และฉลองการวางจำหน่ายวันแรกด้วยกิจกรรม Z10 Activation Zone บริเวณชั้น 1 สยามพารากอน เพื่อจำหน่ายและเชิญชวนให้ผู้สนใจมาทดลองสมาร์ทโฟน Z10 ได้ภายในสถานที่จัดงานทั้ง 2 แห่งดังกล่าวสำหรับกิจกรรม Z10 Activation Zone นั้น แบล็กเบอร์รี่ ร่วมมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) ทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ เอช รวมทั้งตัวแทนจำหน่ายเจย์มาร์ท ทีจีโฟน และพีเอ็มเทเลคอม ให้ผู้บริโภคได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์แบล็กเบอร์รี่ Z10 พร้อมโปรโมชั่นพิเศษซื้อเครื่อง 0% และสมัครใช้บริการแพ็กเกจในราคาพิเศษ รวมทั้งร่วมสนุกกับกิจกรรมและเกม ลุ้นรับของรางวัล โดยผู้ซื้อแบล็กเบอร์รี่ Z10 ภายในงานเปิดตัว จะได้รับฟรี แฟลชไดรฟ์ Z10 และที่ชาร์จแบตสำรอง Power Bankทั้งนี้ แบล็กเบอร์รี่ Z10 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของแบล็กเบอร์รี่ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการแบล็กเบอร์รี่ 10 ปรากฏการณ์ใหม่แห่งดีไซน์และนวัตกรรมของแบล็กเบอร์รี่แพลตฟอร์ม ที่จะมาเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานบีบีด้วย Blackberry Flow การเชื่อมต่อฟีเจอร์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่างไหลลื่นไร้รอยต่อ ช่วยให้การทำงานบนแบล็กเบอร์รี่ 10 เป็นไปอย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ และ Blackburry Hub ที่เป็นศูนย์กลางที่จัดเก็บข้อมูลสื่อสารที่สำคัญของผู้ใช้ไว้ที่จุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ส่วนตัวหรืออีเมล์องค์กร ข้อความ BBM การอัพเดตหรือข้อความแจ้งเตือนทางโซเชียลมีเดียต่างๆ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น “พีค” (Peek) ซึ่งผู้ใช้สามารถดูแบล็กเบอร์รี่ฮับ ได้เสมอไม่ว่าจะกำลังเปิดใช้งานฟีเจอร์ใดก็ตามไว้ที่หน้าจอ ด้วยการปัด (swipe) เพื่อเปลี่ยนไปยังข้อความ หรือบทสนทนาที่สำคัญได้อย่างง่ายดาย โดยแบล็กเบอร์รี่ Z10 วางจำหน่ายในประเทศไทยราว 20,900 บาท มีให้เลือก 2 สี คือ สีดและสีขาวผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสังเกตกิจกรรมในงานเปิดตัวของแบล็กเบอร์รี่ในครั้งนี้ค่อนข้างเงียบเหงา แม้จะมีการจัดกิจกรรมถึง 2 แห่ง ในศูนย์การค้าใจกลางเมือง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีการเปิดให้ผู้สนใจที่ได้สั่งจองเครื่องไว้มารับเครื่องไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา สำหรับแบล็กเบอร์รี่ เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ จะยังคงเปิดให้บริการไปถึงช่วงปลายเดือนพ.ค.นี้ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถซื้อและทดลองใช้งานแบล็กเบอร์รี่ Z10 ได้ต่อไป.
แบล็กเบอร์รี่ เปิดตัวสมาร์ทโฟรรุ่นล่าสุด Z10 ในไทยอย่างเป็นทางการวันนี้ พบบรรยากาศไม่คึกคัก ทั้ง 2 สถานที่จัดงาน ค่ายมือถือช่วยโปรโมทแจกของแถม แพ็กเกจ โปรโมชั่นเพียบ...เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ภายหลัง แบล็กเบอร์รี่ ผู้ผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตระกูลแบล็กเบอร์รี่ ได้ประกาศวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด Z10 อย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันนี้ โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมแบล็กเบอร์รี่ เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ (BlackBerry Experience Center) บริเวณชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ และฉลองการวางจำหน่ายวันแรกด้วยกิจกรรม Z10 Activation Zone บริเวณชั้น 1 สยามพารากอน เพื่อจำหน่ายและเชิญชวนให้ผู้สนใจมาทดลองสมาร์ทโฟน Z10 ได้ภายในสถานที่จัดงานทั้ง 2 แห่งดังกล่าวสำหรับกิจกรรม Z10 Activation Zone นั้น แบล็กเบอร์รี่ ร่วมมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) ทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ เอช รวมทั้งตัวแทนจำหน่ายเจย์มาร์ท ทีจีโฟน และพีเอ็มเทเลคอม ให้ผู้บริโภคได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์แบล็กเบอร์รี่ Z10 พร้อมโปรโมชั่นพิเศษซื้อเครื่อง 0% และสมัครใช้บริการแพ็กเกจในราคาพิเศษ รวมทั้งร่วมสนุกกับกิจกรรมและเกม ลุ้นรับของรางวัล โดยผู้ซื้อแบล็กเบอร์รี่ Z10 ภายในงานเปิดตัว จะได้รับฟรี แฟลชไดรฟ์ Z10 และที่ชาร์จแบตสำรอง Power Bankทั้งนี้ แบล็กเบอร์รี่ Z10 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของแบล็กเบอร์รี่ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการแบล็กเบอร์รี่ 10 ปรากฏการณ์ใหม่แห่งดีไซน์และนวัตกรรมของแบล็กเบอร์รี่แพลตฟอร์ม ที่จะมาเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานบีบีด้วย Blackberry Flow การเชื่อมต่อฟีเจอร์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่างไหลลื่นไร้รอยต่อ ช่วยให้การทำงานบนแบล็กเบอร์รี่ 10 เป็นไปอย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ และ Blackburry Hub ที่เป็นศูนย์กลางที่จัดเก็บข้อมูลสื่อสารที่สำคัญของผู้ใช้ไว้ที่จุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นอีเมล์ส่วนตัวหรืออีเมล์องค์กร ข้อความ BBM การอัพเดตหรือข้อความแจ้งเตือนทางโซเชียลมีเดียต่างๆ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น “พีค” (Peek) ซึ่งผู้ใช้สามารถดูแบล็กเบอร์รี่ฮับ ได้เสมอไม่ว่าจะกำลังเปิดใช้งานฟีเจอร์ใดก็ตามไว้ที่หน้าจอ ด้วยการปัด (swipe) เพื่อเปลี่ยนไปยังข้อความ หรือบทสนทนาที่สำคัญได้อย่างง่ายดาย โดยแบล็กเบอร์รี่ Z10 วางจำหน่ายในประเทศไทยราว 20,900 บาท มีให้เลือก 2 สี คือ สีดและสีขาวผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสังเกตกิจกรรมในงานเปิดตัวของแบล็กเบอร์รี่ในครั้งนี้ค่อนข้างเงียบเหงา แม้จะมีการจัดกิจกรรมถึง 2 แห่ง ในศูนย์การค้าใจกลางเมือง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีการเปิดให้ผู้สนใจที่ได้สั่งจองเครื่องไว้มารับเครื่องไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา สำหรับแบล็กเบอร์รี่ เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ จะยังคงเปิดให้บริการไปถึงช่วงปลายเดือนพ.ค.นี้ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถซื้อและทดลองใช้งานแบล็กเบอร์รี่ Z10 ได้ต่อไป.
สั่ง3ค่าย เคลียร์7ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ก่อนเปิด3จี
สั่ง3ค่าย เคลียร์7ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ก่อนเปิด3จี
เปิด 7 ประเด็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม กทค. เร่งเคลียร์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค 3G ขณะที่ ประธาน กทค. ลั่น แล้วเสร็จวันที่ 29 เม.ย.นี้ เพื่อให้ทันเปิดบริการ 3G พ.ค.นี้...รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการพิจารณาสัญญาการให้บริการ 3G ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) ทั้ง 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค บริษัทดีแทค เนทเวอร์ค และบริษัทเรียล ฟิวเจอร์ แต่ กทค. ยังไม่มีมติอนุมัติ โดยมอบหมายให้นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กสทช. ด้านกฎหมายและนายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไปหารือนอกรอบร่วมกัน ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศานายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กล่าวว่า ปมประเด็นของเรื่องเกิดจากในชั้นกลั่นกรองเรื่อง ส่วนตัวได้ตั้งประเด็นที่ไม่เห็นชอบกับข้อสัญญาของผู้ให้บริการไว้หลายประการ เนื่องจากเห็นว่าเป็นข้อสัญญาที่เอาเปรียบหรือละเมิดสิทธิผู้บริโภค โดยเฉพาะ 7 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ 1.การสร้างภาระผูกพันต่อผู้บริโภคด้วยการเสนออุปกรณ์โทรคมนาคมในราคาถูก ซึ่งตามกฎหมายอนุญาตให้เสนออุปกรณ์ได้ แต่ห้ามกำหนดเงื่อนไขให้เกิดภาระแก่ผู้บริโภค หากผู้บริโภคต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนดก็ย่อมทำได้โดยมีหน้าที่ต้องคืนอุปกรณ์ให้บริษัท และถ้าทำอุปกรณ์เสียหายก็ชดใช้ตามราคาตลาด แต่ไม่ต้องเสียเงินค่าปรับหรือค่าเสียหายจากการไม่ใช้บริการต่อ อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าสัญญาของบางบริษัทระบุเฉพาะหน้าที่ของผู้บริโภค แต่ไม่บอกว่าบริษัทไม่มีสิทธิผูกมัดผู้บริโภค2. เรื่องการให้บริการเสริม สัญญาที่บางบริษัทเสนอระบุชัดว่า ผู้ให้บริการจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าบริการแทนผู้ให้บริการเสริมต่างๆ แต่ไม่พูดถึงว่ามีหน้าที่ต้องร่วมกับผู้ให้บริการเสริมในการรับผิดชอบต่อผู้บริโภคในกรณีเกิดปัญหาด้วย3. เรื่องการคืนเงินแก่ผู้บริโภคเมื่อมีการเลิกสัญญา ซึ่งบางบริษัทมีการใช้คำว่าจะคืน “เงินสุทธิ” หลังหักค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงขัดกับที่กฎหมายกำหนดว่าจะต้องคืนเต็มจำนวน4. เรื่องการจำกัดวงเงินใช้บริการ ซึ่งข้อสัญญาที่ผู้ให้บริการเสนอเข้ามามีการระบุว่า ผู้ให้บริการอาจพิจารณาขยายวงเงินนั้นได้เอง โดยผู้ใช้บริการต้องรับผิดชอบในค่าบริการที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งที่ตามกฎหมายกำหนดว่าสัญญาต้องเกิดจากการตกลงของสองฝ่าย หรือที่เรียกว่า “เสนอสนองตรงกัน”5. เรื่องการเปลี่ยนแปลงสิทธิตามรายการส่งเสริมการขาย หรือสิทธิอื่นๆ ที่ผู้ใช้บริการได้สมัครไว้ โดยข้อสัญญาของบางบริษัทกำหนดว่าเป็นสิทธิของผู้ให้บริการที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ที่ถูกคือต้องให้ผู้ใช้บริการยินยอมด้วย สุทธิพล ทวีชัยการ6. เรื่องระยะเวลาขั้นสูงในการระงับบริการชั่วคราว ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543 ข้อ 3 (4) ได้ให้สิทธิผู้ใช้บริการระงับบริการชั่วคราวได้สูงสุดถึง 6 เดือน แต่สัญญาของ 3 รายที่เสนอมา ส่วนใหญ่เพียงระบุว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะกำหนดเวลาดังกล่าวโดยจะแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบภายหลัง และบางรายก็กำหนดให้ขอระงับบริการได้เพียงคราวละ 30 วัน 7. เรื่องการแจ้งรายละเอียดค่าบริการและการใช้บริการ ซึ่งมีสัญญาของบางบริษัทระบุว่าจะแจ้งข้อมูลรายละเอียดการใช้บริการเฉพาะใน “พื้นที่เดียวกัน” รวมทั้งมีการกำหนดว่า หากผู้ใช้บริการต้องการรับรายละเอียดของค่าใช้บริการในรอบนั้นซ้ำอีก ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามอัตราที่บริษัทกำหนด ซึ่งเป็นการเปิดกว้างให้เป็นเรื่องตามอำเภอใจของบริษัทเกินไปนายประวิทย์ กล่าวต่อว่า ในเนื้อหาสาระของสัญญาที่ผู้ให้บริการทั้ง 3 รายส่งมาให้พิจารณานั้นมีข้อกำหนดทั้ง 7 ประเด็นดังกล่าวในลักษณะที่เป็นการรุกล้ำสิทธิของผู้บริโภค หรือบางกรณีก็เป็นการตัดสิทธิและปิดโอกาสในการเลือกของผู้บริโภค ทั้งๆ ที่ทุกประเด็นเป็นสิ่งที่มีกฎหมายบัญญัติรองรับไว้ ดังนั้นต้องให้ผู้ให้บริการทั้ง 3 รายแก้ไขข้อสัญญาให้เป็นไปตามกฎหมายก่อน กทค. จึงจะอนุมัติแบบสัญญาได้“ทุกประเด็นดูเหมือนเป็นเรื่องรายละเอียด แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า สัญญาให้บริการโทรคมนาคมนั้นเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ผู้ให้บริการเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจมีเงื่อนไขที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคได้ ดังนั้นเมื่อกฎหมายให้ กสทช. มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติ ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมของคู่สัญญา โดยเฉพาะทางด้านของผู้บริโภคที่ไม่ได้เป็นฝ่ายออกแบบหรือมีส่วนร่างสัญญาเลย กสทช. จึงต้องดูอย่างละเอียด จะพิจารณาเพียงระดับหลักการไม่ได้ เพราะข้อสัญญาจะมีผลผูกมัดผู้ใช้บริการในระบบ 3G ทั้งหมดต่อไป” นายประวิทย์ กล่าว เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณกรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ข้อยุติร่วมกันแล้ว นั่นคือให้ปรับตามข้อเสนอของตนเป็นส่วนใหญ่ คงเหลือเพียง 1-2 ประเด็นที่ยังไม่สรุปชี้ชัด แต่รอให้ที่ประชุม กทค. เป็นผู้ตัดสิน ซึ่งก่อนหน้านี้ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค. ประกาศไว้แล้วว่าจะประชุมพิจารณาแบบสัญญาให้เสร็จสิ้นในวันที่ 29 เม.ย.2556 เพื่อให้การเปิดบริการ 3G เกิดขึ้นในเดือน พ.ค. ได้ตามที่ผู้ให้บริการกำหนดไว้
เปิด 7 ประเด็นข้อสัญญาไม่เป็นธรรม กทค. เร่งเคลียร์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค 3G ขณะที่ ประธาน กทค. ลั่น แล้วเสร็จวันที่ 29 เม.ย.นี้ เพื่อให้ทันเปิดบริการ 3G พ.ค.นี้...รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการพิจารณาสัญญาการให้บริการ 3G ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) ทั้ง 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค บริษัทดีแทค เนทเวอร์ค และบริษัทเรียล ฟิวเจอร์ แต่ กทค. ยังไม่มีมติอนุมัติ โดยมอบหมายให้นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กสทช. ด้านกฎหมายและนายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไปหารือนอกรอบร่วมกัน ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศานายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กล่าวว่า ปมประเด็นของเรื่องเกิดจากในชั้นกลั่นกรองเรื่อง ส่วนตัวได้ตั้งประเด็นที่ไม่เห็นชอบกับข้อสัญญาของผู้ให้บริการไว้หลายประการ เนื่องจากเห็นว่าเป็นข้อสัญญาที่เอาเปรียบหรือละเมิดสิทธิผู้บริโภค โดยเฉพาะ 7 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ 1.การสร้างภาระผูกพันต่อผู้บริโภคด้วยการเสนออุปกรณ์โทรคมนาคมในราคาถูก ซึ่งตามกฎหมายอนุญาตให้เสนออุปกรณ์ได้ แต่ห้ามกำหนดเงื่อนไขให้เกิดภาระแก่ผู้บริโภค หากผู้บริโภคต้องการเลิกสัญญาก่อนกำหนดก็ย่อมทำได้โดยมีหน้าที่ต้องคืนอุปกรณ์ให้บริษัท และถ้าทำอุปกรณ์เสียหายก็ชดใช้ตามราคาตลาด แต่ไม่ต้องเสียเงินค่าปรับหรือค่าเสียหายจากการไม่ใช้บริการต่อ อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าสัญญาของบางบริษัทระบุเฉพาะหน้าที่ของผู้บริโภค แต่ไม่บอกว่าบริษัทไม่มีสิทธิผูกมัดผู้บริโภค2. เรื่องการให้บริการเสริม สัญญาที่บางบริษัทเสนอระบุชัดว่า ผู้ให้บริการจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าบริการแทนผู้ให้บริการเสริมต่างๆ แต่ไม่พูดถึงว่ามีหน้าที่ต้องร่วมกับผู้ให้บริการเสริมในการรับผิดชอบต่อผู้บริโภคในกรณีเกิดปัญหาด้วย3. เรื่องการคืนเงินแก่ผู้บริโภคเมื่อมีการเลิกสัญญา ซึ่งบางบริษัทมีการใช้คำว่าจะคืน “เงินสุทธิ” หลังหักค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงขัดกับที่กฎหมายกำหนดว่าจะต้องคืนเต็มจำนวน4. เรื่องการจำกัดวงเงินใช้บริการ ซึ่งข้อสัญญาที่ผู้ให้บริการเสนอเข้ามามีการระบุว่า ผู้ให้บริการอาจพิจารณาขยายวงเงินนั้นได้เอง โดยผู้ใช้บริการต้องรับผิดชอบในค่าบริการที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งที่ตามกฎหมายกำหนดว่าสัญญาต้องเกิดจากการตกลงของสองฝ่าย หรือที่เรียกว่า “เสนอสนองตรงกัน”5. เรื่องการเปลี่ยนแปลงสิทธิตามรายการส่งเสริมการขาย หรือสิทธิอื่นๆ ที่ผู้ใช้บริการได้สมัครไว้ โดยข้อสัญญาของบางบริษัทกำหนดว่าเป็นสิทธิของผู้ให้บริการที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ที่ถูกคือต้องให้ผู้ใช้บริการยินยอมด้วย สุทธิพล ทวีชัยการ6. เรื่องระยะเวลาขั้นสูงในการระงับบริการชั่วคราว ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2543 ข้อ 3 (4) ได้ให้สิทธิผู้ใช้บริการระงับบริการชั่วคราวได้สูงสุดถึง 6 เดือน แต่สัญญาของ 3 รายที่เสนอมา ส่วนใหญ่เพียงระบุว่าเป็นสิทธิของบริษัทที่จะกำหนดเวลาดังกล่าวโดยจะแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบภายหลัง และบางรายก็กำหนดให้ขอระงับบริการได้เพียงคราวละ 30 วัน 7. เรื่องการแจ้งรายละเอียดค่าบริการและการใช้บริการ ซึ่งมีสัญญาของบางบริษัทระบุว่าจะแจ้งข้อมูลรายละเอียดการใช้บริการเฉพาะใน “พื้นที่เดียวกัน” รวมทั้งมีการกำหนดว่า หากผู้ใช้บริการต้องการรับรายละเอียดของค่าใช้บริการในรอบนั้นซ้ำอีก ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามอัตราที่บริษัทกำหนด ซึ่งเป็นการเปิดกว้างให้เป็นเรื่องตามอำเภอใจของบริษัทเกินไปนายประวิทย์ กล่าวต่อว่า ในเนื้อหาสาระของสัญญาที่ผู้ให้บริการทั้ง 3 รายส่งมาให้พิจารณานั้นมีข้อกำหนดทั้ง 7 ประเด็นดังกล่าวในลักษณะที่เป็นการรุกล้ำสิทธิของผู้บริโภค หรือบางกรณีก็เป็นการตัดสิทธิและปิดโอกาสในการเลือกของผู้บริโภค ทั้งๆ ที่ทุกประเด็นเป็นสิ่งที่มีกฎหมายบัญญัติรองรับไว้ ดังนั้นต้องให้ผู้ให้บริการทั้ง 3 รายแก้ไขข้อสัญญาให้เป็นไปตามกฎหมายก่อน กทค. จึงจะอนุมัติแบบสัญญาได้“ทุกประเด็นดูเหมือนเป็นเรื่องรายละเอียด แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า สัญญาให้บริการโทรคมนาคมนั้นเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่ผู้ให้บริการเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจมีเงื่อนไขที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคได้ ดังนั้นเมื่อกฎหมายให้ กสทช. มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติ ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงความเป็นธรรมของคู่สัญญา โดยเฉพาะทางด้านของผู้บริโภคที่ไม่ได้เป็นฝ่ายออกแบบหรือมีส่วนร่างสัญญาเลย กสทช. จึงต้องดูอย่างละเอียด จะพิจารณาเพียงระดับหลักการไม่ได้ เพราะข้อสัญญาจะมีผลผูกมัดผู้ใช้บริการในระบบ 3G ทั้งหมดต่อไป” นายประวิทย์ กล่าว เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณกรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ข้อยุติร่วมกันแล้ว นั่นคือให้ปรับตามข้อเสนอของตนเป็นส่วนใหญ่ คงเหลือเพียง 1-2 ประเด็นที่ยังไม่สรุปชี้ชัด แต่รอให้ที่ประชุม กทค. เป็นผู้ตัดสิน ซึ่งก่อนหน้านี้ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค. ประกาศไว้แล้วว่าจะประชุมพิจารณาแบบสัญญาให้เสร็จสิ้นในวันที่ 29 เม.ย.2556 เพื่อให้การเปิดบริการ 3G เกิดขึ้นในเดือน พ.ค. ได้ตามที่ผู้ให้บริการกำหนดไว้
Tuesday, April 23, 2013
แคนนอนขึ้นแชมป์กล้องDSLRทั่วโลก10ปีซ้อน
แคนนอนขึ้นแชมป์กล้องDSLRทั่วโลก10ปีซ้อน
แคนนอน ประกาศความสำเร็จ ครองแชมป์อันดับ 1 ยอดขายกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้ทั่วโลกสูงสุด - 10 ปีซ้อน ขณะที่ปี 2556 นี้ลูกค้าชาวไทยจะพบกับ กล้องรุ่น EOS 100D SLR ที่เล็กและเบาที่สุดในโลกแน่นอน...บริษัท แคนนอน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น แถลงความสำเร็จในการสร้างยอดขายกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้ (กล้องดิจิตอล SLR และกล้องคอมแพค) ทั่วโลก ได้เป็นอันดับหนึ่งติดต่อกัน 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2546-2555 นอกจากการผลิตกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้แล้ว แคนนอนยังได้พัฒนาเทคโนโลยีซึ่งเป็นหัวใจหลักสำคัญ คือ เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS และชิปประมวลผลภาพ สำหรับใช้กับกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้ และได้นำเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุดในด้านนี้มาใช้กับกล้องซีรีส์ EOS 1D การพัฒนาเซ็นเซอร์และหน่วยประมวลผลภาพของกล้องรุ่นต่างๆ ทำให้แคนนอนประสบความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับมืออาชีพไปจนถึงผู้ใช้กล้องมือใหม่ และทำให้แบรนด์แคนนอนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดทั่วโลกในปี 2003 (พ.ศ 2546) ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของกล้องดิจิตอล SLR แคนนอนได้เปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ EOS Kiss Digital (หรือ EOS Digital Rebel หรือ EOS 300D Digital ในภูมิภาคอื่น) กล้องดิจิตอล SLR ขนาดเล็ก น้ำหนักเบาและใช้งานง่าย ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่ทำให้แคนนอนเติบโตขึ้นในตลาดกล้องดิจิตอล SLR และสร้างยอดขายสูงสุดทั่วโลก นับแต่นั้นมาแคนนอนมุ่งมั่นพัฒนาอุปกรณ์ด้านภาพคุณภาพสูงและแนะนำกล้องรุ่นใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่างภาพสมัครเล่นระดับสูง อาทิ กล้องดิจิตอล SLR ซีรีส์ EOS 5D ซึ่งเป็นการบุกเบิกการบันทึกภาพด้วยกล้องดิจิตอล SLR อีกด้วยส่วนปี 2012 (พ.ศ 2555) เป็นปีที่แคนนอนฉลองครบรอบ 25 ปีที่กล้อง EOS ออกสู่ตลาด และการเป็นผู้นำตลาดทั่วโลกเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน โดยแคนนอนได้เปิดตัวกล้องดิจิตอลคอมแพ็กเปลี่ยนเลนส์ได้รุ่น EOS M เพื่อขยายฐานลูกค้าในกลุ่มผู้ใช้งานมือใหม่ อีกทั้งยังมีรุ่น EOS 6D กล้องดิจิตอล SLR ขนาดเล็กและน้ำหนักเบาที่สุดในโลก ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ CMOS ฟูลเฟรม ขนาด 35 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดในกลุ่มช่างภาพสมัครเล่นฝีมือระดับสูงสำหรับปีนี้ แคนนอนได้แนะนำกล้องรุ่น EOS 100D (หรือใช้ชื่อว่า EOS Rebel SL1 หรือ EOS Kiss X7 ในภูมิภาคอื่น) กล้องดิจิตอล SLR ที่เล็กและเบาที่สุดในโลก ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ APS-C-size เสริมทัพผลิตภัณฑ์ระดับแนวหน้าของโลกจากแคนนอนและเตรียมพร้อมสำหรับการรักษาความเป็นผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการผลิตกล้องถ่ายภาพมาตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทฯ ในปี 2480 แคนนอนจะยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีด้านภาพที่หลากหลายไปพร้อมกับการสร้างสรรค์เลนส์และกล้องถ่ายภาพที่มีคุณภาพชั้นเลิศเชื่อถือได้ เพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ ของผู้ใช้งานตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงมืออาชีพ ตลอดจนเผยแพร่วัฒนธรรมการถ่ายภาพไปยังทุกภูมิภาคของโลกส่วนความคืบหน้าของข่าวการเปิดตัวกล้องดิจตอลรุ่นใหม่ของแคนนอน จากเว็บไซต์ www.canonrumors.com ระบุถึงข่าวลือว่า แคนนอน กำลังพัฒนากล้อง DSLR รุ่นใหม่อาทิ EOS 70D ที่คาดว่าจะเปิดตัวช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และ EOS 7D Mk.II ที่มีข่าวลือว่ากำลังอยู่ระหว่างพัฒนาอีกด้วยด้วย.
แคนนอน ประกาศความสำเร็จ ครองแชมป์อันดับ 1 ยอดขายกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้ทั่วโลกสูงสุด - 10 ปีซ้อน ขณะที่ปี 2556 นี้ลูกค้าชาวไทยจะพบกับ กล้องรุ่น EOS 100D SLR ที่เล็กและเบาที่สุดในโลกแน่นอน...บริษัท แคนนอน อิงค์ ประเทศญี่ปุ่น แถลงความสำเร็จในการสร้างยอดขายกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้ (กล้องดิจิตอล SLR และกล้องคอมแพค) ทั่วโลก ได้เป็นอันดับหนึ่งติดต่อกัน 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2546-2555 นอกจากการผลิตกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้แล้ว แคนนอนยังได้พัฒนาเทคโนโลยีซึ่งเป็นหัวใจหลักสำคัญ คือ เซ็นเซอร์รับภาพแบบ CMOS และชิปประมวลผลภาพ สำหรับใช้กับกล้องดิจิตอลเปลี่ยนเลนส์ได้ และได้นำเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุดในด้านนี้มาใช้กับกล้องซีรีส์ EOS 1D การพัฒนาเซ็นเซอร์และหน่วยประมวลผลภาพของกล้องรุ่นต่างๆ ทำให้แคนนอนประสบความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับมืออาชีพไปจนถึงผู้ใช้กล้องมือใหม่ และทำให้แบรนด์แคนนอนสามารถครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดทั่วโลกในปี 2003 (พ.ศ 2546) ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของกล้องดิจิตอล SLR แคนนอนได้เปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ EOS Kiss Digital (หรือ EOS Digital Rebel หรือ EOS 300D Digital ในภูมิภาคอื่น) กล้องดิจิตอล SLR ขนาดเล็ก น้ำหนักเบาและใช้งานง่าย ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่ทำให้แคนนอนเติบโตขึ้นในตลาดกล้องดิจิตอล SLR และสร้างยอดขายสูงสุดทั่วโลก นับแต่นั้นมาแคนนอนมุ่งมั่นพัฒนาอุปกรณ์ด้านภาพคุณภาพสูงและแนะนำกล้องรุ่นใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่างภาพสมัครเล่นระดับสูง อาทิ กล้องดิจิตอล SLR ซีรีส์ EOS 5D ซึ่งเป็นการบุกเบิกการบันทึกภาพด้วยกล้องดิจิตอล SLR อีกด้วยส่วนปี 2012 (พ.ศ 2555) เป็นปีที่แคนนอนฉลองครบรอบ 25 ปีที่กล้อง EOS ออกสู่ตลาด และการเป็นผู้นำตลาดทั่วโลกเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน โดยแคนนอนได้เปิดตัวกล้องดิจิตอลคอมแพ็กเปลี่ยนเลนส์ได้รุ่น EOS M เพื่อขยายฐานลูกค้าในกลุ่มผู้ใช้งานมือใหม่ อีกทั้งยังมีรุ่น EOS 6D กล้องดิจิตอล SLR ขนาดเล็กและน้ำหนักเบาที่สุดในโลก ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ CMOS ฟูลเฟรม ขนาด 35 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดในกลุ่มช่างภาพสมัครเล่นฝีมือระดับสูงสำหรับปีนี้ แคนนอนได้แนะนำกล้องรุ่น EOS 100D (หรือใช้ชื่อว่า EOS Rebel SL1 หรือ EOS Kiss X7 ในภูมิภาคอื่น) กล้องดิจิตอล SLR ที่เล็กและเบาที่สุดในโลก ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ APS-C-size เสริมทัพผลิตภัณฑ์ระดับแนวหน้าของโลกจากแคนนอนและเตรียมพร้อมสำหรับการรักษาความเป็นผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการผลิตกล้องถ่ายภาพมาตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทฯ ในปี 2480 แคนนอนจะยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีด้านภาพที่หลากหลายไปพร้อมกับการสร้างสรรค์เลนส์และกล้องถ่ายภาพที่มีคุณภาพชั้นเลิศเชื่อถือได้ เพื่อตอบสนองความต้องการต่างๆ ของผู้ใช้งานตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงมืออาชีพ ตลอดจนเผยแพร่วัฒนธรรมการถ่ายภาพไปยังทุกภูมิภาคของโลกส่วนความคืบหน้าของข่าวการเปิดตัวกล้องดิจตอลรุ่นใหม่ของแคนนอน จากเว็บไซต์ www.canonrumors.com ระบุถึงข่าวลือว่า แคนนอน กำลังพัฒนากล้อง DSLR รุ่นใหม่อาทิ EOS 70D ที่คาดว่าจะเปิดตัวช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และ EOS 7D Mk.II ที่มีข่าวลือว่ากำลังอยู่ระหว่างพัฒนาอีกด้วยด้วย.
กสทช.สัมมนาเปิดมุมมอง จรรยาบรรณสื่อ-องค์กรกำกับ
กสทช.สัมมนาเปิดมุมมอง จรรยาบรรณสื่อ-องค์กรกำกับ
กสทช. ร่วมกับ ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนจรรยาบรรณในมุมมองของสื่อและองค์กรกำกับดูแลในต่างประเทศ...เมื่อ วันที่ 23 เม.ย. นายลูกัส ลอวอลโซ The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) กล่าวในเวทีสัมมนา เรื่อง จรรยาบรรณในมุมมองของสื่อและองค์กรกำกับดูแลในต่างประเทศ จัดโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ว่า มุมมองจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวประเทศอินโดนีเซีย ภูมิทัศน์สื่อว่าปัจจุบันมีสื่อสิ่งพิมพ์มีคนอ่านน้อยลง ขณะที่ สถาบันที่กำกับดูแลสื่อ ประกอบด้วย 1. Press Council 2. Advertising Council และ 3. Broadcasting Commissino สำหรับ การทำข่าวในอินโดนีเซีย ทาง Broadcasting Commission จะให้ Press Council ช่วยพิจารณาเนื้อหาสื่อทางวิทยุ-โทรทัศน์ ด้วยผู้แทนจาก SEAPA กล่าวต่อว่า อินโดนีเซียมีความอ่อนไหวในเรื่องสื่อ เนื่องจากคนในสังคมมีความหลากหลาย จึงพยายามส่งเสริมให้ผู้ทำการโฆษณาคำนึงถึงผู้รับสาร ขณะที่การคุ้มครองสิทธิเด็กเป็นเรื่องสำคัญมาก และพยายามขจัดสื่อลามกอนาจาร นั่นคือมีกฎหมายสื่อลามกใช้ในประเทศ ส่วนการนำเสนอข่าว ต้องไม่เป็นเรื่องโกหก ลามก ละเมิดสิทธิสตรี เด็ก หรือการระบุชื่อเหยื่อที่ได้รับความรุนแรงทางเพศ ส่วนที่ไม่ได้ห้ามโฆษณา คือ การโฆษณาอาหารเด็ก บุหรี่ และฉลาก ตามที่กฎอิสลามอนุญาต เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับผู้บริโภค นายลูกัส กล่าวอีกว่า ปี 2012 มีสื่อมวลชนทำผิดจรรยาบรรณ กรณีใช้ตำแหน่งตัวเองในการไปซื้อหุ้นราคาถูก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในอินโดนีเซีย ถือว่าผิดจรรยาบรรณ รายการ Talkshow ในอินโด คนร้องเรียนมากที่สุด เรื่องเชิญแขกรับเชิญที่มีพฤติกรรมที่เหมาะสม แต่โฆษณามีการร้องเรียนน้อยกว่ารายการอื่นนายคริส บานาทวาลา ผู้แทนจาก Ofcom ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ofcom วิจัยผู้บริโภคว่าเชื่อถือสื่ออะไร ซึ่งผลปรากฏว่า เชื่อถือสื่อโทรทัศน์มากกว่าวิทยุ ขณะที่ คำว่าความเป็นกลาง หรือความเหมาะสมในจรรยาบรรณ จะต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทางยุโรปกำหนดห้ามมีสปอนเซอร์ในข่าวผู้แทนจาก Ofcom ประเทศอังกฤษ กล่าวต่อว่า คนที่ถือใบอนุญาตของ Ofcom ในอังกฤษจะต้องไม่ส่งเสริมหรือยัดเยียดความคิดให้กับประชาชน คือต้องมีความเป็นกลางในการรายงานข่าวนั่นเอง ขณะที่ สหรัฐฯ จะให้เสรีภาพในการแสดงออกมากกว่าประเทศอื่น ฉะนั้นในกรอบจรรยาบรรณเรื่องของ Due หรือความเหมาะสมจะไม่มี โดยหนังสือพิมพ์ในประเทศอังกฤษ จะเป็นการควบคุมที่ต่างออกไป ปัจจุบันจะเป็นการกำกับดูแลตนเอง ( Self-regulated )นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี รองประธาน อนุกรรมการต่างประเทศ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการของการกำกับดูแลกันเองมากว่า 40 ปี แล้วหลังจากมีการยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484 ที่จำกัดเสรีภาพในการนำเสนอ แต่รัฐพยายามเรียกร้องว่าต้องมีกฎหมาย กลไล ควบคุมสื่อโดยรัฐ คือ สถาการหนังสือพิมพ์ กระทั่งปี 2540 ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญระบุให้มีกำกับดูแลกันเองของสื่อ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ที่ครอบคลุมทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ สภาวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ ทั้งนี้ หากศึกษาดูว่าประเทศใดบ้างที่มีสภาสื่อมวลชนที่ออกมาเป็น กฎหมาย พบว่าประเทศ ประชาธิปไตย จะไม่มีองค์กรใดที่มีสภาวิชาชีพที่ใช้อำนาจตาม กฎหมาย สำหรับประเทศไทยไม่มีกฎหมายสื่อมวลชน เพราะมีการรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ในรัฐธรรมนูญไว้ เริ่มมีวิทยุโทรทัศน์ที่หลากหลาย เมื่อสภาการหนังสือพิมพ์เกิดขึ้น ควรต้องเป็นอิสระจากรัฐ กำกับดูแลกันเองอย่างแท้จริง รองประธาน อนุกรรมการต่างประเทศ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวต่อว่า หลังจากมี กสทช. สภาวิชาชีพเกิดขึ้นมากมาย อาทิ สภาวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ มีการตรวจสอบจริยธรรม เกี่ยวกับการรายงานว่า จ่ายสินบนให้นักข่าวช่วงเลือกตั้ง ผลปรากฏว่าไม่พบ กรณีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง เดินทางไปกับประธาน รัฐสภา ไปทัวร์ประเทศอังกฤษ กรณีที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย และถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือ ไร่ส้ม โดยมีการเรียกร้องให้เกิดความยุติธรรม เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยสมาคมนักข่าวฯ ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบทางจริยธรรมด้วยการลาออก ซึ่งตรวจสอบไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องไปตรวจสอบกับทางสถานีเพื่อครอบคลุมไปถึงพนักงานของสถานี โดยล่าสุดยังอยู่ในกระบวนการ ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดแบบการกำกับดูแลร่วม หรือ การผสมรวมระหว่างอุตสาหกรรมและกฎหมาย แต่ต้องเป็นแนวคิดที่ให้อิสระกับองค์กรที่ดูแลกันเอง โดยที่ กสทช. ไม่ควรมาแทรกแซงแต่แรก ควรส่งเรื่องให้องค์กรวิชาชีพดำเนินการนายชวรงค์ กล่าวอีกว่า ประเด็นปัญหาล่าสุด คือ ร่างประกาศในการกำกับดูแลตนเอง ยังมีแนวทางที่แตกต่างกันว่า ลักษณะของการกำกับดูแลแบบผสม จะเป็นแบบเข้มข้น เป็นลักษณะที่ กสทช.ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นกำหนด กำหนดสัดส่วน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องมาจากที่ กสทช. รับรอง หรือ การกำกับดูแลแบบผสมแบบเจือจาง เป็นลักษณะที่ กสทช. ค่อยไปกำกับการทำงานทีหลัง โดยปล่อยให้องค์กรวิชาชีพ สรรหากันเอง เพิกถอนได้หากไม่ทำตามหน้าที่รองประธาน อนุกรรมการต่างประเทศ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม กฎหมายเขียนให้อำนาจองค์กรกำกับดูแลตนเองขาดไปเลย กสทช.จำเป็นต้องเข้ามากำหนดเงื่อนไขบางอย่าง หากไม่ทำแบบเข้มข้นอาจไม่มีทางออก ขณะเดียวกัน ประเด็นที่น่าห่วง คือ คณะกรรมการยกร่างบางส่วนมองว่า องค์กรกำกับดูแลตนเองไปขึ้นทะเบียนกับ กสทช. ควรจะต้องได้รับเงินสนับสนุนจาก กสทช. และส่วนตัวเป็นห่วงว่าหากมีการรับเงินจาก กสทช. แล้วจะไม่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง และจะมีกลุ่มผู้อยากได้เงินทุก ไปจดทะเบียนองค์กรวิชาชีพมากมาย และภาคประสังคมควรมาช่วยกันเพื่อให้เกิดการกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลร่วมกัน ต้องใช้อำนาจ กสทช. มาจัดการ กรรมการ กสทช. ไม่มีกระบวนการจัดการได้โดยตรงหากองค์กรวิชาชัพจัดการไม่ได้.
กสทช. ร่วมกับ ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนจรรยาบรรณในมุมมองของสื่อและองค์กรกำกับดูแลในต่างประเทศ...เมื่อ วันที่ 23 เม.ย. นายลูกัส ลอวอลโซ The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) กล่าวในเวทีสัมมนา เรื่อง จรรยาบรรณในมุมมองของสื่อและองค์กรกำกับดูแลในต่างประเทศ จัดโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ว่า มุมมองจรรยาบรรณในการนำเสนอข่าวประเทศอินโดนีเซีย ภูมิทัศน์สื่อว่าปัจจุบันมีสื่อสิ่งพิมพ์มีคนอ่านน้อยลง ขณะที่ สถาบันที่กำกับดูแลสื่อ ประกอบด้วย 1. Press Council 2. Advertising Council และ 3. Broadcasting Commissino สำหรับ การทำข่าวในอินโดนีเซีย ทาง Broadcasting Commission จะให้ Press Council ช่วยพิจารณาเนื้อหาสื่อทางวิทยุ-โทรทัศน์ ด้วยผู้แทนจาก SEAPA กล่าวต่อว่า อินโดนีเซียมีความอ่อนไหวในเรื่องสื่อ เนื่องจากคนในสังคมมีความหลากหลาย จึงพยายามส่งเสริมให้ผู้ทำการโฆษณาคำนึงถึงผู้รับสาร ขณะที่การคุ้มครองสิทธิเด็กเป็นเรื่องสำคัญมาก และพยายามขจัดสื่อลามกอนาจาร นั่นคือมีกฎหมายสื่อลามกใช้ในประเทศ ส่วนการนำเสนอข่าว ต้องไม่เป็นเรื่องโกหก ลามก ละเมิดสิทธิสตรี เด็ก หรือการระบุชื่อเหยื่อที่ได้รับความรุนแรงทางเพศ ส่วนที่ไม่ได้ห้ามโฆษณา คือ การโฆษณาอาหารเด็ก บุหรี่ และฉลาก ตามที่กฎอิสลามอนุญาต เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับผู้บริโภค นายลูกัส กล่าวอีกว่า ปี 2012 มีสื่อมวลชนทำผิดจรรยาบรรณ กรณีใช้ตำแหน่งตัวเองในการไปซื้อหุ้นราคาถูก ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในอินโดนีเซีย ถือว่าผิดจรรยาบรรณ รายการ Talkshow ในอินโด คนร้องเรียนมากที่สุด เรื่องเชิญแขกรับเชิญที่มีพฤติกรรมที่เหมาะสม แต่โฆษณามีการร้องเรียนน้อยกว่ารายการอื่นนายคริส บานาทวาลา ผู้แทนจาก Ofcom ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ofcom วิจัยผู้บริโภคว่าเชื่อถือสื่ออะไร ซึ่งผลปรากฏว่า เชื่อถือสื่อโทรทัศน์มากกว่าวิทยุ ขณะที่ คำว่าความเป็นกลาง หรือความเหมาะสมในจรรยาบรรณ จะต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทางยุโรปกำหนดห้ามมีสปอนเซอร์ในข่าวผู้แทนจาก Ofcom ประเทศอังกฤษ กล่าวต่อว่า คนที่ถือใบอนุญาตของ Ofcom ในอังกฤษจะต้องไม่ส่งเสริมหรือยัดเยียดความคิดให้กับประชาชน คือต้องมีความเป็นกลางในการรายงานข่าวนั่นเอง ขณะที่ สหรัฐฯ จะให้เสรีภาพในการแสดงออกมากกว่าประเทศอื่น ฉะนั้นในกรอบจรรยาบรรณเรื่องของ Due หรือความเหมาะสมจะไม่มี โดยหนังสือพิมพ์ในประเทศอังกฤษ จะเป็นการควบคุมที่ต่างออกไป ปัจจุบันจะเป็นการกำกับดูแลตนเอง ( Self-regulated )นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี รองประธาน อนุกรรมการต่างประเทศ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการของการกำกับดูแลกันเองมากว่า 40 ปี แล้วหลังจากมีการยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484 ที่จำกัดเสรีภาพในการนำเสนอ แต่รัฐพยายามเรียกร้องว่าต้องมีกฎหมาย กลไล ควบคุมสื่อโดยรัฐ คือ สถาการหนังสือพิมพ์ กระทั่งปี 2540 ที่มีการร่างรัฐธรรมนูญระบุให้มีกำกับดูแลกันเองของสื่อ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ที่ครอบคลุมทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ สภาวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ ทั้งนี้ หากศึกษาดูว่าประเทศใดบ้างที่มีสภาสื่อมวลชนที่ออกมาเป็น กฎหมาย พบว่าประเทศ ประชาธิปไตย จะไม่มีองค์กรใดที่มีสภาวิชาชีพที่ใช้อำนาจตาม กฎหมาย สำหรับประเทศไทยไม่มีกฎหมายสื่อมวลชน เพราะมีการรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ในรัฐธรรมนูญไว้ เริ่มมีวิทยุโทรทัศน์ที่หลากหลาย เมื่อสภาการหนังสือพิมพ์เกิดขึ้น ควรต้องเป็นอิสระจากรัฐ กำกับดูแลกันเองอย่างแท้จริง รองประธาน อนุกรรมการต่างประเทศ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวต่อว่า หลังจากมี กสทช. สภาวิชาชีพเกิดขึ้นมากมาย อาทิ สภาวิชาชีพวิทยุและโทรทัศน์ มีการตรวจสอบจริยธรรม เกี่ยวกับการรายงานว่า จ่ายสินบนให้นักข่าวช่วงเลือกตั้ง ผลปรากฏว่าไม่พบ กรณีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง เดินทางไปกับประธาน รัฐสภา ไปทัวร์ประเทศอังกฤษ กรณีที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย และถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือ ไร่ส้ม โดยมีการเรียกร้องให้เกิดความยุติธรรม เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นสมาชิกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยสมาคมนักข่าวฯ ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบทางจริยธรรมด้วยการลาออก ซึ่งตรวจสอบไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องไปตรวจสอบกับทางสถานีเพื่อครอบคลุมไปถึงพนักงานของสถานี โดยล่าสุดยังอยู่ในกระบวนการ ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวคิดแบบการกำกับดูแลร่วม หรือ การผสมรวมระหว่างอุตสาหกรรมและกฎหมาย แต่ต้องเป็นแนวคิดที่ให้อิสระกับองค์กรที่ดูแลกันเอง โดยที่ กสทช. ไม่ควรมาแทรกแซงแต่แรก ควรส่งเรื่องให้องค์กรวิชาชีพดำเนินการนายชวรงค์ กล่าวอีกว่า ประเด็นปัญหาล่าสุด คือ ร่างประกาศในการกำกับดูแลตนเอง ยังมีแนวทางที่แตกต่างกันว่า ลักษณะของการกำกับดูแลแบบผสม จะเป็นแบบเข้มข้น เป็นลักษณะที่ กสทช.ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นกำหนด กำหนดสัดส่วน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องมาจากที่ กสทช. รับรอง หรือ การกำกับดูแลแบบผสมแบบเจือจาง เป็นลักษณะที่ กสทช. ค่อยไปกำกับการทำงานทีหลัง โดยปล่อยให้องค์กรวิชาชีพ สรรหากันเอง เพิกถอนได้หากไม่ทำตามหน้าที่รองประธาน อนุกรรมการต่างประเทศ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม กฎหมายเขียนให้อำนาจองค์กรกำกับดูแลตนเองขาดไปเลย กสทช.จำเป็นต้องเข้ามากำหนดเงื่อนไขบางอย่าง หากไม่ทำแบบเข้มข้นอาจไม่มีทางออก ขณะเดียวกัน ประเด็นที่น่าห่วง คือ คณะกรรมการยกร่างบางส่วนมองว่า องค์กรกำกับดูแลตนเองไปขึ้นทะเบียนกับ กสทช. ควรจะต้องได้รับเงินสนับสนุนจาก กสทช. และส่วนตัวเป็นห่วงว่าหากมีการรับเงินจาก กสทช. แล้วจะไม่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง และจะมีกลุ่มผู้อยากได้เงินทุก ไปจดทะเบียนองค์กรวิชาชีพมากมาย และภาคประสังคมควรมาช่วยกันเพื่อให้เกิดการกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลร่วมกัน ต้องใช้อำนาจ กสทช. มาจัดการ กรรมการ กสทช. ไม่มีกระบวนการจัดการได้โดยตรงหากองค์กรวิชาชัพจัดการไม่ได้.
เอไอเอสยก3จีลงช็อป เสิร์ฟคลื่น 2.1GHzให้ลูกค้าลองใช้
เอไอเอสยก3จีลงช็อป เสิร์ฟคลื่น 2.1GHzให้ลูกค้าลองใช้
เอไอเอส ยกเทคโนโลยีใหม่ 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ พร้อมสมาร์ทดีไวซ์ประจำเอไอเอสช็อป ให้ลูกค้าทดลองใช้บริหารเสียง ดาต้า และแอพพลิเคชั่น ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงต้นเดือน พ.ค.นี้...บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดให้ลูกค้าเริ่มสัมผัสประสบการณ์เครือข่ายเทคโนโลยี 3จีใหม่ บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ณ เอไอเอส ช็อป ทุกสาขา ก่อนเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2556 โดยลูกค้าสามารถทดลองใช้งานได้ทั้งบริการเสียงที่มีความคมชัด การเชื่อมต่อดาต้า ทดสอบความเร็วของการดาวน์โหลดคอนเทนต์ข้อมูล รูปแบบแอพพลิเคชั่นหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีให้ทดลองใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือสมาร์ทดีไวซ์รุ่นต่างๆ ที่รองรับการใช้งานเอไอเอส 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ขณะเดียวกัน ยังมีคำแนะนำการเตรียมตัวก่อนเริ่มใช้บริการ 3จี ใหม่ของเอไอเอส อาทิ พื้นที่ให้บริการ รูปแบบของโปรโมชั่น ตลอดจนการสมัครใช้บริการ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายในช่วงของการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบต้นเดือนพฤษภาคมนี้.
เอไอเอส ยกเทคโนโลยีใหม่ 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ พร้อมสมาร์ทดีไวซ์ประจำเอไอเอสช็อป ให้ลูกค้าทดลองใช้บริหารเสียง ดาต้า และแอพพลิเคชั่น ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงต้นเดือน พ.ค.นี้...บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดให้ลูกค้าเริ่มสัมผัสประสบการณ์เครือข่ายเทคโนโลยี 3จีใหม่ บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ณ เอไอเอส ช็อป ทุกสาขา ก่อนเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2556 โดยลูกค้าสามารถทดลองใช้งานได้ทั้งบริการเสียงที่มีความคมชัด การเชื่อมต่อดาต้า ทดสอบความเร็วของการดาวน์โหลดคอนเทนต์ข้อมูล รูปแบบแอพพลิเคชั่นหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีให้ทดลองใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือสมาร์ทดีไวซ์รุ่นต่างๆ ที่รองรับการใช้งานเอไอเอส 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ขณะเดียวกัน ยังมีคำแนะนำการเตรียมตัวก่อนเริ่มใช้บริการ 3จี ใหม่ของเอไอเอส อาทิ พื้นที่ให้บริการ รูปแบบของโปรโมชั่น ตลอดจนการสมัครใช้บริการ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายในช่วงของการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบต้นเดือนพฤษภาคมนี้.
Monday, April 22, 2013
แนะกสทช.ทำวิจัยผู้บริโภคก่อนออกใบอนุญาตทีวีสาธารณะ
แนะกสทช.ทำวิจัยผู้บริโภคก่อนออกใบอนุญาตทีวีสาธารณะ
อธิการบดี ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์ แนะ กสทช.ศึกษาวิจัยผู้บริโภคก่อนว่า ต้องการอะไรเป็นหลัก ก่อนออกใบอนุญาตทีวีสาธารณะ ขณะที่ผู้แทน SEAPA ชี้จับตาบทบาท กสทช.เรื่ององค์กรกำกับดูแลสื่อ... เมื่อวันที่ 22 เม.ย. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จัดสัมมนา เรื่อง จรรยาบรรณในมุมมองของสื่อและองค์กรกำกับดูแลในต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 22-23 เม.ย.2556นายคริส บานาทวาลา ผู้แทนจาก Ofcom ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า รูปแบบการกำกับดูแลของประเทศอังกฤษมี 3 แบบ ประกอบด้วย 1.การกำกับดูแลตนเอง หมายถึง อุตสาหกรรมจะเป็นผู้ออกแบบเอง ไม่มีการบังคับ ส่วนจรรยาบรรณในส่วนนี้ องค์กรวิชาชีพเป็นผู้ออกกฎและปฏิบัติร่วมกัน 2.การกำกับดูแลร่วม หมายถึง การผสมรวมระหว่างอุตสาหกรรมและกฎหมาย บางครั้งดูแลกันเอง แต่ท้ายสุดจะมีอำนาจตามกฎหมาย 3.การกำกับดูแลตามกฎหมาย หมายถึงต้องมีรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกฎหมายต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนสำหรับ ข้อดี-ข้อเสีย ของการกำกับดูแลทั้ง 3 ประเภท คือ 1.การกำกับดูแลตนเอง คือ ได้รับความร่วมมือ มีความยืดหยุ่น สามารถทำงานได้เอง และเป็นอิสระ ส่วนข้อเสีย คือ ไม่มีหลักประกันว่าอุตสาหกรรมจะปฏิบัติตาม และมีอำนาจค่อนข้างจำกัด อีกทั้งไม่มีหน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วม รวมทั้งอาจเสี่ยงถ้าไม่มีสมาชิกเข้าร่วมจะดำเนินการได้ยากมาก2. การกำกับดูแลร่วม แม้ว่าจะมีการผสมผสานแต่มีต้นทุนแพงกว่า และบางครั้งมีความสับสนด้วยว่าใครจะรับผิดชอบตรงส่วนไหน และถ้าหากมีข้อตกลงอาจจะหาข้อตกลงไม่ได้ เพราะมีข้อตกลง และความคิดเห็นหลากหลาย และ 3.การกำกับดูแลตามกฎหมาย มีอำนาจรัฐรองรับอยู่เป็นอิสระเชื่อถือได้ และคิดถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก แต่บางครั้งอาจไม่มีความยืดหยุ่นนางสาวกายาทรี เวนกิเทสวรัญ ผู้แทนจาก The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) กล่าวว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรอยู่ประมาณ 600 ล้านคน ทำให้ภูมิทัศน์สื่อมีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่การควบคุมของสื่อจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ส่วนสิ่งที่ท้าทายคือ การมีกฎหมายตัวอื่นเข้ามามีบทบาทกับการกำกับดูแล อาทิ กฎหมายความมั่นคง กฎหมายการลบหลู่ศาสนา และกฎหมายต่างๆ ผู้แทนจาก SEAPA กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ คือการกำกับดูแลที่อุตสาหกรรมพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังไม่เห็นความสำคัญของประชาชนตามที่เป็นหัวใจหลัก ซึ่งน่าจับตาดูว่าประเทศไทยจะมีวิธีการจัดการอย่างไร และบทบาท กสทช. จะเดินหน้าต่อไปอย่างไรนางสาวพิรงรอง รามสูต ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การตีความสิทธิ์ในการถือครองใบอนุญาต กสทช. ต้องระบุออกมาให้ชัดเจน และต้องมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ โดยกำหนดนิยามตามกฎหมายเพื่อให้เกิดการปฏิบัติ เพราะคำว่าใบอนุญาต มีความหมายเท่ากับ สิทธิ์ในการออกอากาศนายเรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กล่าวว่า การออกใบอนุญาตทีวีสาธารณะของ กสทช. ที่จะเกิดขึ้นต้องถามผู้บริโภค หรือประชาชนก่อนว่า ต้องการอะไร โดยตั้งคณะกรรมการศึกษาวิจัย ก่อนที่จะให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการแต่ละรายอย่างละเอียด เพราะหากจัดการเอง อาจจะดีแต่ยังไม่สมบูรณ์ถ้า กสทช. สามารถรับฟังความคิดเห็น ศึกษาวิจัยผลประโยชน์ว่า ประชาชนควรได้อะไรบ้าง เช่น สุขภาพ การศึกษา การเมือง การจัดสรรควรเป็นสัดส่วนเท่าไร ผลประโยชน์อยู่ที่ประชาชน กสทช. ก็ไม่ต้องกังวลอะไร.
อธิการบดี ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์ แนะ กสทช.ศึกษาวิจัยผู้บริโภคก่อนว่า ต้องการอะไรเป็นหลัก ก่อนออกใบอนุญาตทีวีสาธารณะ ขณะที่ผู้แทน SEAPA ชี้จับตาบทบาท กสทช.เรื่ององค์กรกำกับดูแลสื่อ... เมื่อวันที่ 22 เม.ย. คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ จัดสัมมนา เรื่อง จรรยาบรรณในมุมมองของสื่อและองค์กรกำกับดูแลในต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 22-23 เม.ย.2556นายคริส บานาทวาลา ผู้แทนจาก Ofcom ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า รูปแบบการกำกับดูแลของประเทศอังกฤษมี 3 แบบ ประกอบด้วย 1.การกำกับดูแลตนเอง หมายถึง อุตสาหกรรมจะเป็นผู้ออกแบบเอง ไม่มีการบังคับ ส่วนจรรยาบรรณในส่วนนี้ องค์กรวิชาชีพเป็นผู้ออกกฎและปฏิบัติร่วมกัน 2.การกำกับดูแลร่วม หมายถึง การผสมรวมระหว่างอุตสาหกรรมและกฎหมาย บางครั้งดูแลกันเอง แต่ท้ายสุดจะมีอำนาจตามกฎหมาย 3.การกำกับดูแลตามกฎหมาย หมายถึงต้องมีรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกฎหมายต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนสำหรับ ข้อดี-ข้อเสีย ของการกำกับดูแลทั้ง 3 ประเภท คือ 1.การกำกับดูแลตนเอง คือ ได้รับความร่วมมือ มีความยืดหยุ่น สามารถทำงานได้เอง และเป็นอิสระ ส่วนข้อเสีย คือ ไม่มีหลักประกันว่าอุตสาหกรรมจะปฏิบัติตาม และมีอำนาจค่อนข้างจำกัด อีกทั้งไม่มีหน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วม รวมทั้งอาจเสี่ยงถ้าไม่มีสมาชิกเข้าร่วมจะดำเนินการได้ยากมาก2. การกำกับดูแลร่วม แม้ว่าจะมีการผสมผสานแต่มีต้นทุนแพงกว่า และบางครั้งมีความสับสนด้วยว่าใครจะรับผิดชอบตรงส่วนไหน และถ้าหากมีข้อตกลงอาจจะหาข้อตกลงไม่ได้ เพราะมีข้อตกลง และความคิดเห็นหลากหลาย และ 3.การกำกับดูแลตามกฎหมาย มีอำนาจรัฐรองรับอยู่เป็นอิสระเชื่อถือได้ และคิดถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก แต่บางครั้งอาจไม่มีความยืดหยุ่นนางสาวกายาทรี เวนกิเทสวรัญ ผู้แทนจาก The Southeast Asian Press Alliance (SEAPA) กล่าวว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีประชากรอยู่ประมาณ 600 ล้านคน ทำให้ภูมิทัศน์สื่อมีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่การควบคุมของสื่อจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ส่วนสิ่งที่ท้าทายคือ การมีกฎหมายตัวอื่นเข้ามามีบทบาทกับการกำกับดูแล อาทิ กฎหมายความมั่นคง กฎหมายการลบหลู่ศาสนา และกฎหมายต่างๆ ผู้แทนจาก SEAPA กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ คือการกำกับดูแลที่อุตสาหกรรมพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังไม่เห็นความสำคัญของประชาชนตามที่เป็นหัวใจหลัก ซึ่งน่าจับตาดูว่าประเทศไทยจะมีวิธีการจัดการอย่างไร และบทบาท กสทช. จะเดินหน้าต่อไปอย่างไรนางสาวพิรงรอง รามสูต ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การตีความสิทธิ์ในการถือครองใบอนุญาต กสทช. ต้องระบุออกมาให้ชัดเจน และต้องมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ โดยกำหนดนิยามตามกฎหมายเพื่อให้เกิดการปฏิบัติ เพราะคำว่าใบอนุญาต มีความหมายเท่ากับ สิทธิ์ในการออกอากาศนายเรืองเดช วงศ์หล้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กล่าวว่า การออกใบอนุญาตทีวีสาธารณะของ กสทช. ที่จะเกิดขึ้นต้องถามผู้บริโภค หรือประชาชนก่อนว่า ต้องการอะไร โดยตั้งคณะกรรมการศึกษาวิจัย ก่อนที่จะให้ใบอนุญาตกับผู้ประกอบการแต่ละรายอย่างละเอียด เพราะหากจัดการเอง อาจจะดีแต่ยังไม่สมบูรณ์ถ้า กสทช. สามารถรับฟังความคิดเห็น ศึกษาวิจัยผลประโยชน์ว่า ประชาชนควรได้อะไรบ้าง เช่น สุขภาพ การศึกษา การเมือง การจัดสรรควรเป็นสัดส่วนเท่าไร ผลประโยชน์อยู่ที่ประชาชน กสทช. ก็ไม่ต้องกังวลอะไร.
อาร์คอสเผยโฉม ทีวีคอนเน็กต์ มิติใหม่ความบันเทิงในบ้าน
อาร์คอสเผยโฉม ทีวีคอนเน็กต์ มิติใหม่ความบันเทิงในบ้าน
เครล คอมพิวเตอร์ ตัวแทนจำหน่ายแท็บเล็ตยี่ห้ออาร์คอส เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ อาร์คอส ทีวี คอนเน็กซ์ เปลี่ยนจอแอลซีดีให้เป็นสมาร์ททีวี เหมาะสำหรับความบันเทิงภายในบ้าน...บริษัท เครล คอมพิวเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายแท็บเล็ตแบรนด์ อาร์คอส ได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ อาร์คอส ทีวี คอนเน็กซ์ (Archos TV Connect) แอนดรอยด์ทีวี ที่เป็นเหมือนแท็บเล็ต ทำงานโดยเชื่อมต่อกับจอแอลซีดีให้กลายเป็นสมาร์ททีวี เหมาะสำหรับความบันเทิงในบ้าน ห้องประชุม และโรงแรมทั้งนี้ อาร์คอส ทีวี คอนเน็กซ์ มาพร้อมเกมส์และรีโมทคอนโทรลคีย์บอร์ด ให้ผู้ใช้สามารถใช้ปุ่ม มัลติทัช ได้เหมือนแท็บเล็ตขนาดใหญ่ ซึ่งใช้โปรเซสเซอร์ Multi Core G9 ความเร็ว 1.5GHz Ram1GB SSD 8GB และเสียบ MicroSD เพิ่มได้ 32GB, Android 4.1, Wifi+Lan , USB + MicroUSB, HDMI to TV พร้อมกล้องหน้า.
เครล คอมพิวเตอร์ ตัวแทนจำหน่ายแท็บเล็ตยี่ห้ออาร์คอส เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ อาร์คอส ทีวี คอนเน็กซ์ เปลี่ยนจอแอลซีดีให้เป็นสมาร์ททีวี เหมาะสำหรับความบันเทิงภายในบ้าน...บริษัท เครล คอมพิวเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายแท็บเล็ตแบรนด์ อาร์คอส ได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ อาร์คอส ทีวี คอนเน็กซ์ (Archos TV Connect) แอนดรอยด์ทีวี ที่เป็นเหมือนแท็บเล็ต ทำงานโดยเชื่อมต่อกับจอแอลซีดีให้กลายเป็นสมาร์ททีวี เหมาะสำหรับความบันเทิงในบ้าน ห้องประชุม และโรงแรมทั้งนี้ อาร์คอส ทีวี คอนเน็กซ์ มาพร้อมเกมส์และรีโมทคอนโทรลคีย์บอร์ด ให้ผู้ใช้สามารถใช้ปุ่ม มัลติทัช ได้เหมือนแท็บเล็ตขนาดใหญ่ ซึ่งใช้โปรเซสเซอร์ Multi Core G9 ความเร็ว 1.5GHz Ram1GB SSD 8GB และเสียบ MicroSD เพิ่มได้ 32GB, Android 4.1, Wifi+Lan , USB + MicroUSB, HDMI to TV พร้อมกล้องหน้า.
ซุปเปอร์บอร์ด กสทช. เริ่มทำงาน 22 เม.ย.
ซุปเปอร์บอร์ด กสทช. เริ่มทำงาน 22 เม.ย.
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ส่งหนังสือแจ้งผลการคัดเลือกกรรมการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน (กสทช.) หรือซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ระบุเริ่มทำงาน 22 เม.ย.นี้ มีเวลา 3 ปีดำรงตำแหน่ง... เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ทำหนังสือแจ้งมายัง นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงผลการคัดเลือกกรรมการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. (ซุปเปอร์บอร์ด)โดยสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ทำการคัดเลือกแล้ว 5 คน ได้แก่ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร เป็นประธาน ส่วนกรรมการประกอบด้วย นายพิชัย อุตมาภินันท์ นายอมรเทพ จิรัฐิติเจริญ นายประเสริฐ อภิปุญญา พล.อ.บุญยวัจน์ เครือหงส์ โดยกรรมการชุดดังกล่าวจะเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. 56 มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 3 ปี.
สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ส่งหนังสือแจ้งผลการคัดเลือกกรรมการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน (กสทช.) หรือซุปเปอร์บอร์ด กสทช. ระบุเริ่มทำงาน 22 เม.ย.นี้ มีเวลา 3 ปีดำรงตำแหน่ง... เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ทำหนังสือแจ้งมายัง นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงผลการคัดเลือกกรรมการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. (ซุปเปอร์บอร์ด)โดยสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ทำการคัดเลือกแล้ว 5 คน ได้แก่ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร เป็นประธาน ส่วนกรรมการประกอบด้วย นายพิชัย อุตมาภินันท์ นายอมรเทพ จิรัฐิติเจริญ นายประเสริฐ อภิปุญญา พล.อ.บุญยวัจน์ เครือหงส์ โดยกรรมการชุดดังกล่าวจะเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. 56 มีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง 3 ปี.
Monday, April 15, 2013
มีเดียมอนิเตอร์ เสนอช่อง11 ปรับเนื้อหาเน้นสาธารณประโยชน์
มีเดียมอนิเตอร์ เสนอช่อง11 ปรับเนื้อหาเน้นสาธารณประโยชน์
มีเดียมอนิเตอร์ ทำการศึกษาผังรายการของช่อง 11 พร้อมเสนอปรับเนื้อหา-เพิ่มสัดส่วนภาค ปชช. เน้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ...รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการเสริมสร้างสื่อมวลชนศึกษาเพื่อสุขภาวะ (มีเดียมอนิเตอร์) เผยการสำรวจ “การศึกษาผังรายการเพื่อวิเคราะห์ทิศทางการประกอบกิจการบริการสาธารณะของฟรีทีวี” คือ หัวข้อที่โครงการมีเดียมอนิเตอร์ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ทำการศึกษาผังรายการของช่อง 11 ออกอากาศระหว่างวันที่ 15-21 ม.ค. 2556 ที่ผ่านมา โดยวิเคราะห์ผังและเนื้อหารายการ เพื่อจำแนกสัดส่วนรายการประเภท ข่าวสาร สาระประโยชน์ สาระบันเทิง บันเทิง และอื่นๆ โดยอ้างอิงและเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหลักเกณฑ์อื่นที่กำหนดในการศึกษาครั้งนี้ เช่น คำอธิบายลักษณะรายการสาระบันเทิง บันเทิง โฆษณาบริการธุรกิจ ที่มีเดียมอนิเตอร์เคยกำหนดในการศึกษาเรื่องผังรายการโทรทัศน์ และนโยบายด้านรายการและแผนการจัดทำรายการขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์เฉพาะช่องไทยพีบีเอส โดยสรุปผลการศึกษาและข้อเสนอ ต่อแนวทางการประกอบกิจการเพื่อบริการสาธารณะดังนี้1. จากการวิเคราะห์ผังและเนื้อหารายการ พบว่า สัดส่วนรายการของช่อง 11 ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ศึกษา มีสัดส่วนรายการที่เป็นข่าวสาร 5,055 นาที/สัปดาห์หรือ 50% ขณะที่สัดส่วนรายการสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 4,100 นาที หรือ 41% เมื่อรวมแล้วเป็น 9,155 นาที หรือ 91% 2. ช่อง สทท. 11 มีสัดส่วนข่าวสารสูงกว่าสัดส่วนสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เนื้อหาที่นำเสนอส่วนใหญ่เป็นข้อมูลของภาครัฐเป็นหลัก เช่น นโยบาย และกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น ในขณะที่มีการนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของภาคประชาชน รวมทั้งภาคส่วนอื่น ในสัดส่วนที่น้อยกว่า 3. ผังรายการและสัดส่วนรายการของช่อง สทท.11 ในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา นับว่า มีเนื้อหาที่สะท้อนบริการสาธารณะประเภทที่สาม คือ “มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระจายข้อมูลข่าวสาร เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะแก่คนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะอื่น” ทั้งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจหลักของสถานีที่กำหนดว่า “เป็นสถานีหลักในด้านข่าวสารความรู้และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้ เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต” ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ในกลุ่มรายการสาระประโยชน์จำนวนรวม 4,100 นาที/สัปดาห์นั้น มีเนื้อหาเพื่อคุณภาพชีวิต จำนวน 691 นาที/สัปดาห์ ในขณะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยเพียง 130 นาที/สัปดาห์ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย 4. จากการศึกษายังพบการโฆษณาสินค้าและบริการที่เป็นโฆษณาตรงในช่วงของรายการข่าวกีฬา ข่าวสิ่งแวดล้อม รายการเกษตร และรายการด้านเทคโนโลยี เช่น Thailand Mega Show, East Water, PTT Group, กะทิชาวเกาะ เป็นต้น และพบการโฆษณาแฝงของสินค้าและบริการในช่วงของรายการข่าว รายการเกษตรและรายการให้ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เช่น APF (อำพลฟู้ดส์), FBT, ซาร่า เป็นต้น ทั้งยังพบรายการที่มีผู้สนับสนุนเป็นองค์กรต่างๆ เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน การไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น โดยเนื้อหารายการ เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่สนับสนุน สำหรับ ข้อเสนอ มี 3 ประการ ประกอบด้วย 1. ช่อง 11 ควรปรับเนื้อหาจากการเน้นที่ภาครัฐเป็นหลัก ให้มีการเพิ่มสัดส่วนเนื้อหาจากภาคอื่นของสังคม เช่น ภาคประชาชน ภาควิชาการ เป็นต้น และหากช่อง 11 ต้องการเป็นสื่อสาธารณะประเภทที่สามซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังระบุข้างต้น ก็ต้องเพิ่มเนื้อหาและสัดส่วนเวลากับจำนวนรายการเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนรายการที่เป็นประโยชน์หรือตอบสนองต่อความต้องการของคนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มคนชายขอบ อีกทั้ง เนื้อหารายการโดยภาพรวม ควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่ประชาชนผู้ชมจะได้รับ มากกว่าเพื่อตอบสนองประโยชน์ขององค์กร/หน่วยงานที่สนับสนุนรายการ ทั้งนี้เพื่อให้ช่อง 11 เป็นสื่อสาธารณะเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง 2. ช่อง 11 ควรปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของ กสทช. ที่กำหนดว่า “การประกอบกิจการบริการสาธารณะประเภทที่หนึ่งและประเภทที่สาม หารายได้จากการโฆษณาไม่ได้ เว้นแต่เป็นการหารายได้โดยการโฆษณาหรือเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับงานหรือกิจการของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ สมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ หรือ การเสนอภาพลักษณ์ขององค์กร บริษัท และกิจการ โดยมิได้มีการโฆษณาสรรพคุณ คุณประโยชน์ หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม” และ 3. กสทช. ควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนของลักษณะเนื้อหารายการที่” ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน” “การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ทั้งนี้ เพื่อผลในทางปฏิบัติด้านการผลิตรายการ และการตรวจสอบ การประกอบกิจการบริการสาธารณะ ประเภทที่สาม.
มีเดียมอนิเตอร์ ทำการศึกษาผังรายการของช่อง 11 พร้อมเสนอปรับเนื้อหา-เพิ่มสัดส่วนภาค ปชช. เน้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ...รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการเสริมสร้างสื่อมวลชนศึกษาเพื่อสุขภาวะ (มีเดียมอนิเตอร์) เผยการสำรวจ “การศึกษาผังรายการเพื่อวิเคราะห์ทิศทางการประกอบกิจการบริการสาธารณะของฟรีทีวี” คือ หัวข้อที่โครงการมีเดียมอนิเตอร์ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ทำการศึกษาผังรายการของช่อง 11 ออกอากาศระหว่างวันที่ 15-21 ม.ค. 2556 ที่ผ่านมา โดยวิเคราะห์ผังและเนื้อหารายการ เพื่อจำแนกสัดส่วนรายการประเภท ข่าวสาร สาระประโยชน์ สาระบันเทิง บันเทิง และอื่นๆ โดยอ้างอิงและเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหลักเกณฑ์อื่นที่กำหนดในการศึกษาครั้งนี้ เช่น คำอธิบายลักษณะรายการสาระบันเทิง บันเทิง โฆษณาบริการธุรกิจ ที่มีเดียมอนิเตอร์เคยกำหนดในการศึกษาเรื่องผังรายการโทรทัศน์ และนโยบายด้านรายการและแผนการจัดทำรายการขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์เฉพาะช่องไทยพีบีเอส โดยสรุปผลการศึกษาและข้อเสนอ ต่อแนวทางการประกอบกิจการเพื่อบริการสาธารณะดังนี้1. จากการวิเคราะห์ผังและเนื้อหารายการ พบว่า สัดส่วนรายการของช่อง 11 ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ศึกษา มีสัดส่วนรายการที่เป็นข่าวสาร 5,055 นาที/สัปดาห์หรือ 50% ขณะที่สัดส่วนรายการสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 4,100 นาที หรือ 41% เมื่อรวมแล้วเป็น 9,155 นาที หรือ 91% 2. ช่อง สทท. 11 มีสัดส่วนข่าวสารสูงกว่าสัดส่วนสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เนื้อหาที่นำเสนอส่วนใหญ่เป็นข้อมูลของภาครัฐเป็นหลัก เช่น นโยบาย และกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น ในขณะที่มีการนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของภาคประชาชน รวมทั้งภาคส่วนอื่น ในสัดส่วนที่น้อยกว่า 3. ผังรายการและสัดส่วนรายการของช่อง สทท.11 ในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา นับว่า มีเนื้อหาที่สะท้อนบริการสาธารณะประเภทที่สาม คือ “มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระจายข้อมูลข่าวสาร เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะแก่คนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะอื่น” ทั้งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจหลักของสถานีที่กำหนดว่า “เป็นสถานีหลักในด้านข่าวสารความรู้และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้ เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต” ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ในกลุ่มรายการสาระประโยชน์จำนวนรวม 4,100 นาที/สัปดาห์นั้น มีเนื้อหาเพื่อคุณภาพชีวิต จำนวน 691 นาที/สัปดาห์ ในขณะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยเพียง 130 นาที/สัปดาห์ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย 4. จากการศึกษายังพบการโฆษณาสินค้าและบริการที่เป็นโฆษณาตรงในช่วงของรายการข่าวกีฬา ข่าวสิ่งแวดล้อม รายการเกษตร และรายการด้านเทคโนโลยี เช่น Thailand Mega Show, East Water, PTT Group, กะทิชาวเกาะ เป็นต้น และพบการโฆษณาแฝงของสินค้าและบริการในช่วงของรายการข่าว รายการเกษตรและรายการให้ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เช่น APF (อำพลฟู้ดส์), FBT, ซาร่า เป็นต้น ทั้งยังพบรายการที่มีผู้สนับสนุนเป็นองค์กรต่างๆ เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน การไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น โดยเนื้อหารายการ เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่สนับสนุน สำหรับ ข้อเสนอ มี 3 ประการ ประกอบด้วย 1. ช่อง 11 ควรปรับเนื้อหาจากการเน้นที่ภาครัฐเป็นหลัก ให้มีการเพิ่มสัดส่วนเนื้อหาจากภาคอื่นของสังคม เช่น ภาคประชาชน ภาควิชาการ เป็นต้น และหากช่อง 11 ต้องการเป็นสื่อสาธารณะประเภทที่สามซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังระบุข้างต้น ก็ต้องเพิ่มเนื้อหาและสัดส่วนเวลากับจำนวนรายการเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนรายการที่เป็นประโยชน์หรือตอบสนองต่อความต้องการของคนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มคนชายขอบ อีกทั้ง เนื้อหารายการโดยภาพรวม ควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่ประชาชนผู้ชมจะได้รับ มากกว่าเพื่อตอบสนองประโยชน์ขององค์กร/หน่วยงานที่สนับสนุนรายการ ทั้งนี้เพื่อให้ช่อง 11 เป็นสื่อสาธารณะเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง 2. ช่อง 11 ควรปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของ กสทช. ที่กำหนดว่า “การประกอบกิจการบริการสาธารณะประเภทที่หนึ่งและประเภทที่สาม หารายได้จากการโฆษณาไม่ได้ เว้นแต่เป็นการหารายได้โดยการโฆษณาหรือเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับงานหรือกิจการของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ สมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ หรือ การเสนอภาพลักษณ์ขององค์กร บริษัท และกิจการ โดยมิได้มีการโฆษณาสรรพคุณ คุณประโยชน์ หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม” และ 3. กสทช. ควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนของลักษณะเนื้อหารายการที่” ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน” “การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ทั้งนี้ เพื่อผลในทางปฏิบัติด้านการผลิตรายการ และการตรวจสอบ การประกอบกิจการบริการสาธารณะ ประเภทที่สาม.
เปิดแผนปฏิบัติการ รับมือภัยพิบัติ-เหตุฉุกเฉิน
เปิดแผนปฏิบัติการ รับมือภัยพิบัติ-เหตุฉุกเฉิน
เปิดแผนปฏิบัติการ รับมือภัยพิบัติ-เหตุฉุกเฉิน กรมประชาสัมพันธ์ นำร่อง กสทช.ชี้ใช้งานได้จริงขณะเกิดเหตุ... ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอยู่ทุกเวลา สำหรับการเตือนภัยพิบัติ-เหตุฉุกเฉิน ซึ่งนับวันจะมองดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบกับทุกฝ่าย ด้วยเหตุนี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะหน่วยงานกลาง จึงจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางปฏิบัติของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อประสานเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้มีแนวทางปฏิบัติเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบกิจการและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันมีอยู่หลากหลาย อาจทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อดำเนินการไม่สอดคล้องกับหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารหรือระงับยับยั้งเหตุโดยตรง ในทางปฏิบัติที่แท้จริงของสื่อมวลชนอาจเกิดอุปสรรคและปัญหาหลายประการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานภาครัฐได้ กสทช. ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จึงควรแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หาทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อเกี่ยวกับการแจ้งเตือนภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้สื่อมวลชนตระหนักถึงการนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินอย่างระมัดระวัง รวมถึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายการแจ้งรายงานข้อมูลข่าวสารในระยะยาว นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้น สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิ หรือเสรีภาพของประชาชนในวงกว้างอยู่เสมอ การปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์จึงมีความสำคัญในการเผยแพร่และนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการเตรียมพร้อม เพื่อป้องกัน แก้ไขและบรรเทาเหตุภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 กำหนดให้ กสทช. มีอำนาจกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้องและเป็นธรรม กสทช. จึงได้ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันเพื่อประโยชน์สูงสุดในการนำเสนอข่าวสารที่จำเป็นต่อสาธารณะ รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวต่อว่า แผนของกรมประชาสัมพันธ์ มีความชัดเจนมากที่สุด และสามารถปฏิบัติได้จริง โดยได้นำมาใช้จริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างที่ดีได้ ขณะที่แผนของช่องอื่นๆ ยังขาดรายละเอียด และความชัดเจนอยู่บ้าง แต่แผนนี้จะไม่ได้นำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติของทุกสถานี นางสาวอัมพวัน เจริญกุล รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า แนวทางในการออกอากาศของหน่วยงานสื่อ (ขณะเกิดเหตุ) ประกอบด้วย 12 ข้อ คือ 1.ศึกษาข้อมูลความเป็นมา แนวโน้มเหตุการณ์ การดำเนินงานของหน่วยงาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง 2.รายงานข่าวต่อเนื่องและบันทึกภาพนิ่งไว้ ในกรณีของสื่อโทรทัศน์ต้องเก็บภาพและเสียงความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์รวมทั้งที่มองเห็นใกล้ตัวจากสถานี และส่งภาพออกอากาศทันที 3.เปิดตัวรายการพิเศษเพื่อรายงานข่าวด่วน 4.ต้องรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาพข่าวโทรทัศน์ไม่ควรใช้ภาพข่าวเดิมซ้ำไปซ้ำมา ทั้งนี้ต้องใช้ภาพถ่ายใหม่ตลอดเวลาเพื่อให้เห็นพัฒนาการของเหตุการณ์ 5.ปรับเปลี่ยนมุมมองประเด็นข่าวและรายการให้ทันเหตุการณ์ตลอดเวลา 6.ขณะออกอากาศควรรายงานข่าวหรือขึ้นตัววิ่ง การยกเลิกเที่ยวบิน การคมนาคม เช่น รถไฟรถยนต์ไปด้วยรวมถึงสายด่วน หรือหมายเลขโทรศัพท์ของโรงพยาบาล ศูนย์บัญชาการหรือศูนย์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารได้ 7.ขณะเกิดกรณีเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องให้ข้อมูลข่าวสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษตลอดเวลา 8.เอื้อเฟื้อแลกเปลี่ยนข่าวและภาพกับสื่ออื่นๆ เพื่อให้การรายงานเหตุการณ์แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วและได้ผล คิดถึงประชาชนเป็นหลัก 9.พยายามเก็บภาพการทำงานของฝ่ายต่างๆ ไว้ด้วย การจัดเก็บต้องลำดับผลการทำงานให้เป็นระบบ 10.การรายงานข้อมูลในลักษณะการเตือนภัย ต้องห้ามแสดงความคิดเห็น 11.ในกรณีสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์หรือถ่ายทอดสดจากผู้สื่อข่าวในท้องที่ เจ้าหน้าที่หรือผู้ประสบภัยพิบัติต้องบันทึกชื่อของผู้ให้ข้อมูล และ 12.การรายงานข่าว /การนำเสนอต้องยึดหลักข้อบังคับกรมประชาสัมพันธ์ว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบวิชาชีพในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ.2555 ส่วนขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อมีการเตือนภัยของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) แบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่ 1. ออกตัววิ่งประกาศเตือนภัยเมื่อได้รับประกาศเตือนภัยจากศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ ในห้วงเวลาที่เหมาะสมระหว่างการถ่ายทอดสด 2. ประสานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ขอข้อมูลเพิ่มเติมของสถานการณ์เพื่อออกอักษรตัววิ่งที่ถูกต้องและทันต่อเวลา โดยส่งข้อมูลโดยตรงมายังศูนย์ถ่ายทอดสดของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ขั้นที่ 2 ประกอบด้วย 1.เมื่อเกิดสถานการณ์ระดับต่างๆ ตามความรุนแรงของสถานการณ์ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ในฐานะแม่ข่ายในการออกอากาศประกาศเตือนพิจารณาถอดสัญญาณออกจากรายการสดได้ตามความเหมาะสม 2.สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยพีบีเอสและสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.11) ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยขอความร่วมมือในการถ่ายทอดสด พิจารณาถอดสัญญาณออกจากการถ่ายทอดสดได้ตลอดเวลา 3.สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท. สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม (TGN) ยังคงดำเนินรายการถ่ายทอดสดต่อไปจนกว่าจะจบภารกิจ ขั้นที่ 3 ประกอบด้วย 1.กรณีศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ประสานขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกให้เตรียมห้องถ่ายทอดสด พร้อมออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกในฐานะแม่ข่ายทางฮอตไลน์ 2.สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกถ่ายทอดสดชี้แจงสถานการณ์เตือนภัยและเตือนภัยพิบัติ 3.สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย พิจารณารับสัญญาณถ่ายทอดสดการชี้แจงสถานการณ์การเตือนภัยจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ขณะที่ภายหลังเกิดเหตุ 1.อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้รับมอบหมายหัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายพิจารณาประกาศใช้แผนพระอินทร์ 1 (สถานการณ์ปกติ) เป็นลายลักษณ์อักษรหรือวิธีอื่นใดก็ได้ในกรณีหัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่หรือผู้ที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์มอบหมายเป็นผู้ประกาศใช้แผนหลังจากประกาศให้รายงานอธิบดี รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้รับมอบหมายและศูนย์ IOC กรมประชาสัมพันธ์ทราบด่วน 2.ผู้อำนวยการสถานีฯ แจ้งยกเลิกสถานการณ์ตามข้อมูลหรือคำสั่งจากหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ 3. หน่วยงานสื่อจัดรายงานข้อมูล ผลการดำเนินการนำเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ก่อนส่งมารวบรวมที่ศูนย์ IOC เพื่อแจ้งต่อสำนักงาน กสทช. ภายใน 30วัน โดยประกอบด้วย 3.1 รายชื่อผู้รับผิดชอบของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่มีการร้องขอให้ออกอากาศแจ้งข่าวหรือเตือนภัยแก่ประชาชนพร้อมวิธีการร้องขอ 3.2 ผังรายการในการออกอากาศกรณีแจ้งข่าว หรือเตือนภัยที่ออกไปแล้ว 3.3 เอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการดำเนินการออกอากาศแจ้งข่าวหรือเตือนภัยแก่ศูนย์ IOC ภายใน 15 วันหลังจากประกาศแจ้งยกเลิกสถานการณ์
เปิดแผนปฏิบัติการ รับมือภัยพิบัติ-เหตุฉุกเฉิน กรมประชาสัมพันธ์ นำร่อง กสทช.ชี้ใช้งานได้จริงขณะเกิดเหตุ... ยังคงเป็นเรื่องสำคัญอยู่ทุกเวลา สำหรับการเตือนภัยพิบัติ-เหตุฉุกเฉิน ซึ่งนับวันจะมองดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบกับทุกฝ่าย ด้วยเหตุนี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะหน่วยงานกลาง จึงจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการแนวทางปฏิบัติของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อประสานเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้มีแนวทางปฏิบัติเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบกิจการและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันมีอยู่หลากหลาย อาจทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อดำเนินการไม่สอดคล้องกับหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารหรือระงับยับยั้งเหตุโดยตรง ในทางปฏิบัติที่แท้จริงของสื่อมวลชนอาจเกิดอุปสรรคและปัญหาหลายประการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานภาครัฐได้ กสทช. ในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จึงควรแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หาทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อเกี่ยวกับการแจ้งเตือนภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้สื่อมวลชนตระหนักถึงการนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินอย่างระมัดระวัง รวมถึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เพื่อสร้างภาคีเครือข่ายการแจ้งรายงานข้อมูลข่าวสารในระยะยาว นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สถานการณ์ภัยพิบัติที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้น สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน สิทธิ หรือเสรีภาพของประชาชนในวงกว้างอยู่เสมอ การปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์จึงมีความสำคัญในการเผยแพร่และนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นต่อการเตรียมพร้อม เพื่อป้องกัน แก้ไขและบรรเทาเหตุภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 กำหนดให้ กสทช. มีอำนาจกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้องและเป็นธรรม กสทช. จึงได้ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติงานของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันเพื่อประโยชน์สูงสุดในการนำเสนอข่าวสารที่จำเป็นต่อสาธารณะ รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวต่อว่า แผนของกรมประชาสัมพันธ์ มีความชัดเจนมากที่สุด และสามารถปฏิบัติได้จริง โดยได้นำมาใช้จริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างที่ดีได้ ขณะที่แผนของช่องอื่นๆ ยังขาดรายละเอียด และความชัดเจนอยู่บ้าง แต่แผนนี้จะไม่ได้นำมาใช้เป็นหลักปฏิบัติของทุกสถานี นางสาวอัมพวัน เจริญกุล รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า แนวทางในการออกอากาศของหน่วยงานสื่อ (ขณะเกิดเหตุ) ประกอบด้วย 12 ข้อ คือ 1.ศึกษาข้อมูลความเป็นมา แนวโน้มเหตุการณ์ การดำเนินงานของหน่วยงาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง 2.รายงานข่าวต่อเนื่องและบันทึกภาพนิ่งไว้ ในกรณีของสื่อโทรทัศน์ต้องเก็บภาพและเสียงความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์รวมทั้งที่มองเห็นใกล้ตัวจากสถานี และส่งภาพออกอากาศทันที 3.เปิดตัวรายการพิเศษเพื่อรายงานข่าวด่วน 4.ต้องรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาพข่าวโทรทัศน์ไม่ควรใช้ภาพข่าวเดิมซ้ำไปซ้ำมา ทั้งนี้ต้องใช้ภาพถ่ายใหม่ตลอดเวลาเพื่อให้เห็นพัฒนาการของเหตุการณ์ 5.ปรับเปลี่ยนมุมมองประเด็นข่าวและรายการให้ทันเหตุการณ์ตลอดเวลา 6.ขณะออกอากาศควรรายงานข่าวหรือขึ้นตัววิ่ง การยกเลิกเที่ยวบิน การคมนาคม เช่น รถไฟรถยนต์ไปด้วยรวมถึงสายด่วน หรือหมายเลขโทรศัพท์ของโรงพยาบาล ศูนย์บัญชาการหรือศูนย์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารได้ 7.ขณะเกิดกรณีเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องให้ข้อมูลข่าวสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษตลอดเวลา 8.เอื้อเฟื้อแลกเปลี่ยนข่าวและภาพกับสื่ออื่นๆ เพื่อให้การรายงานเหตุการณ์แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วและได้ผล คิดถึงประชาชนเป็นหลัก 9.พยายามเก็บภาพการทำงานของฝ่ายต่างๆ ไว้ด้วย การจัดเก็บต้องลำดับผลการทำงานให้เป็นระบบ 10.การรายงานข้อมูลในลักษณะการเตือนภัย ต้องห้ามแสดงความคิดเห็น 11.ในกรณีสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์หรือถ่ายทอดสดจากผู้สื่อข่าวในท้องที่ เจ้าหน้าที่หรือผู้ประสบภัยพิบัติต้องบันทึกชื่อของผู้ให้ข้อมูล และ 12.การรายงานข่าว /การนำเสนอต้องยึดหลักข้อบังคับกรมประชาสัมพันธ์ว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบวิชาชีพในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ.2555 ส่วนขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อมีการเตือนภัยของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) แบ่งออกเป็น 3 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่ 1. ออกตัววิ่งประกาศเตือนภัยเมื่อได้รับประกาศเตือนภัยจากศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ ในห้วงเวลาที่เหมาะสมระหว่างการถ่ายทอดสด 2. ประสานศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ขอข้อมูลเพิ่มเติมของสถานการณ์เพื่อออกอักษรตัววิ่งที่ถูกต้องและทันต่อเวลา โดยส่งข้อมูลโดยตรงมายังศูนย์ถ่ายทอดสดของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ขั้นที่ 2 ประกอบด้วย 1.เมื่อเกิดสถานการณ์ระดับต่างๆ ตามความรุนแรงของสถานการณ์ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ในฐานะแม่ข่ายในการออกอากาศประกาศเตือนพิจารณาถอดสัญญาณออกจากรายการสดได้ตามความเหมาะสม 2.สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยพีบีเอสและสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สทท.11) ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยขอความร่วมมือในการถ่ายทอดสด พิจารณาถอดสัญญาณออกจากการถ่ายทอดสดได้ตลอดเวลา 3.สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อ.ส.ม.ท. สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม (TGN) ยังคงดำเนินรายการถ่ายทอดสดต่อไปจนกว่าจะจบภารกิจ ขั้นที่ 3 ประกอบด้วย 1.กรณีศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ประสานขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกให้เตรียมห้องถ่ายทอดสด พร้อมออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกในฐานะแม่ข่ายทางฮอตไลน์ 2.สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกถ่ายทอดสดชี้แจงสถานการณ์เตือนภัยและเตือนภัยพิบัติ 3.สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย พิจารณารับสัญญาณถ่ายทอดสดการชี้แจงสถานการณ์การเตือนภัยจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ขณะที่ภายหลังเกิดเหตุ 1.อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้รับมอบหมายหัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายพิจารณาประกาศใช้แผนพระอินทร์ 1 (สถานการณ์ปกติ) เป็นลายลักษณ์อักษรหรือวิธีอื่นใดก็ได้ในกรณีหัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่หรือผู้ที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์มอบหมายเป็นผู้ประกาศใช้แผนหลังจากประกาศให้รายงานอธิบดี รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ที่ได้รับมอบหมายและศูนย์ IOC กรมประชาสัมพันธ์ทราบด่วน 2.ผู้อำนวยการสถานีฯ แจ้งยกเลิกสถานการณ์ตามข้อมูลหรือคำสั่งจากหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ 3. หน่วยงานสื่อจัดรายงานข้อมูล ผลการดำเนินการนำเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ก่อนส่งมารวบรวมที่ศูนย์ IOC เพื่อแจ้งต่อสำนักงาน กสทช. ภายใน 30วัน โดยประกอบด้วย 3.1 รายชื่อผู้รับผิดชอบของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่มีการร้องขอให้ออกอากาศแจ้งข่าวหรือเตือนภัยแก่ประชาชนพร้อมวิธีการร้องขอ 3.2 ผังรายการในการออกอากาศกรณีแจ้งข่าว หรือเตือนภัยที่ออกไปแล้ว 3.3 เอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการดำเนินการออกอากาศแจ้งข่าวหรือเตือนภัยแก่ศูนย์ IOC ภายใน 15 วันหลังจากประกาศแจ้งยกเลิกสถานการณ์
โลกาภิวัตน์ 15/04/56
โลกาภิวัตน์ 15/04/56
ส่ิงอัศจรรย์ธรรมชาติองค์การอวกาศสหรัฐฯเผยแพร่ภาพถ่ายเนินทราย “ทะเลทรายเกรท แซนดี้” ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของออสเตรเลีย นับเป็นสิ่งอัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ เป็นเนินทรายที่เคลื่อนตัวได้ยาวตลอดบริเวณ สูงประมาณ 25 เมตร เว้นระยะห่างกันเป็นช่วงยาว 0.5-1.5 กม.สะพานจีน-เกาหลีเหนือสตรีชาวจีน 2 คนใช้โทรศัพท์มือถือ ถ่ายรูปสะพานข้ามแม่น้ำยาลู ที่เชื่อมจีนกับเกาหลีเหนือ ไว้เป็นที่ระลึก เจ้าหน้าที่จีนแจ้งว่า ขณะนี้ห้ามนักท่องเที่ยวข้ามแล้ว เปิดให้แต่การติดต่อทางธุรกิจเท่านั้น.สายพันธ์ุมนุษย์ใหม่นักวิจัยมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแตรนด์ของสวิส ได้ลองสร้างภาพโครงกระดูกมนุษย์ดึกดำบรรพ์ เมื่อยุค 2 ล้านปีมาแล้ว สายพันธุ์เพิ่งศึกษาพบหลักฐานใหม่ (รูปกลาง) ขนาบด้วยรูปโครงกระดูกของสตรีปัจจุบันและโครงกระดูกลิงชิมแปนซีตัวผู้ (ข้างซ้าย) โดยยังไม่ค่อยมั่นใจนักว่า จะเอาเข้ารวมอยู่ในแผนภูมิของการวิวัฒนาการของมนุษย์ได้หรือไม่.ขับดันด้วยไฟฟ้าแสงแดดองค์การอวกาศสหรัฐฯเผยแพร่ภาพวาดแสดงระบบขับดันด้วยไฟฟ้าแสงอาทิตย์ของยานอวกาศ ตามโครงการท่ีจะใช้ในการฝึกซ้อม เพ่ือล่าดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กให้เข้ามาอยู่ใกล้โลก.
ส่ิงอัศจรรย์ธรรมชาติองค์การอวกาศสหรัฐฯเผยแพร่ภาพถ่ายเนินทราย “ทะเลทรายเกรท แซนดี้” ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของออสเตรเลีย นับเป็นสิ่งอัศจรรย์ทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจ เป็นเนินทรายที่เคลื่อนตัวได้ยาวตลอดบริเวณ สูงประมาณ 25 เมตร เว้นระยะห่างกันเป็นช่วงยาว 0.5-1.5 กม.สะพานจีน-เกาหลีเหนือสตรีชาวจีน 2 คนใช้โทรศัพท์มือถือ ถ่ายรูปสะพานข้ามแม่น้ำยาลู ที่เชื่อมจีนกับเกาหลีเหนือ ไว้เป็นที่ระลึก เจ้าหน้าที่จีนแจ้งว่า ขณะนี้ห้ามนักท่องเที่ยวข้ามแล้ว เปิดให้แต่การติดต่อทางธุรกิจเท่านั้น.สายพันธ์ุมนุษย์ใหม่นักวิจัยมหาวิทยาลัยวิตวอเตอร์สแตรนด์ของสวิส ได้ลองสร้างภาพโครงกระดูกมนุษย์ดึกดำบรรพ์ เมื่อยุค 2 ล้านปีมาแล้ว สายพันธุ์เพิ่งศึกษาพบหลักฐานใหม่ (รูปกลาง) ขนาบด้วยรูปโครงกระดูกของสตรีปัจจุบันและโครงกระดูกลิงชิมแปนซีตัวผู้ (ข้างซ้าย) โดยยังไม่ค่อยมั่นใจนักว่า จะเอาเข้ารวมอยู่ในแผนภูมิของการวิวัฒนาการของมนุษย์ได้หรือไม่.ขับดันด้วยไฟฟ้าแสงแดดองค์การอวกาศสหรัฐฯเผยแพร่ภาพวาดแสดงระบบขับดันด้วยไฟฟ้าแสงอาทิตย์ของยานอวกาศ ตามโครงการท่ีจะใช้ในการฝึกซ้อม เพ่ือล่าดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กให้เข้ามาอยู่ใกล้โลก.
Sunday, April 14, 2013
Google ขึ้นภาพ Doodles ร่วมฉลองสงกรานต์ไทย
Google ขึ้นภาพ Doodles ร่วมฉลองสงกรานต์ไทย
กูเกิลไม่พลาดร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลแห่งความสนุกสนานสงกรานต์ไทย โดยขึ้นภาพ Doodles สัญลักษณ์สงกรานต์และการทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา...เช้าวันที่ 13 เม.ย. มีรายงานว่า เว็บไซต์กูเกิล (www.google.co.th) เปลี่ยนภาพ Doodles เป็นภาพลวดลายศิลปะ การปล่อยนกปล่อยปลาทำบุญ โดยเมื่อคลิกที่ภาพเพื่อดูรายละเอียด จะปรากฏเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประเพณีสงกรานต์ของชาวไทย โดยกูเกิลใช้คำค้นหา ว่า วันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย โดยจากคำค้นดังกล่าว กูเกิลอ้างว่าจะพบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องราว 1,770,000 รายการ.
กูเกิลไม่พลาดร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลแห่งความสนุกสนานสงกรานต์ไทย โดยขึ้นภาพ Doodles สัญลักษณ์สงกรานต์และการทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา...เช้าวันที่ 13 เม.ย. มีรายงานว่า เว็บไซต์กูเกิล (www.google.co.th) เปลี่ยนภาพ Doodles เป็นภาพลวดลายศิลปะ การปล่อยนกปล่อยปลาทำบุญ โดยเมื่อคลิกที่ภาพเพื่อดูรายละเอียด จะปรากฏเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประเพณีสงกรานต์ของชาวไทย โดยกูเกิลใช้คำค้นหา ว่า วันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย โดยจากคำค้นดังกล่าว กูเกิลอ้างว่าจะพบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องราว 1,770,000 รายการ.
เผยโฉม แอพฯ มิวสิคโหลดได้ผ่านแอนดรอยด์
เผยโฉม แอพฯ มิวสิคโหลดได้ผ่านแอนดรอยด์
ดีเซอร์พัฒนาโปรแกรมรูปโฉมใหม่บนแอนดรอยด์ เชื่อ สามารถสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีบนมือถือเต็มรูปแบบ...นายแมทธิว โกแวน หัวหน้าฝ่ายมือถือของดีเซอร์ กล่าวว่า ดีเซอร์ (www.deezer.com) ผู้ให้บริการเพลงออนไลน์ชั้นนำของโลกเปิดตัว แอพพลิเคชั่นดีเซอร์เวอร์ชั่นเบต้ารูปโฉมใหม่สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการใช้งานให้แก่แฟนเพลงทั่วโลกพร้อมเปิดโลกทัศน์ให้พวกเขาค้นพบเพลงและเหล่าศิลปินหน้าใหม่ทั้งนี้ คุณสมบัติหลักของแอพพลิเคชั่น ดังกล่าว ประกอบด้วย ตัวช่วยค้นหาโดยการคาดการณ์ (Predictive search) –ตัวช่วยอัจฉริยะสุดรู้ใจที่สามารถคาดการณ์ชื่อศิลปินหรือเพลงที่แฟนเพลงต้องการเข้าถึง ทำให้พวกเขาใช้เวลาในการค้นหาน้อยลงและมีเวลาในการฟังเพลงมากยิ่งขึ้นแถบมินิเพลเยอร์ (Built-in permanent mini-player) – ตอบโจทย์การทำกิจกรรมหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน และเพลงสามารถใช้ประกอบการทำกิจกรรมเหล่านั้นได้ นอกจากนี้ ยังดีไซน์ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมต่อการใช้งาน (Ergonomic design) – การค้นหาเพลงเป็นเรื่องที่ยากและอาจทำให้หมดสนุก ดีเซอร์จึงทำการพัฒนาและเปิดตัวส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User interface) ที่มีความโดดเด่นเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือในการหาศิลปินใหม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าที่เคย“ดีเซอร์ มีภารกิจหลักในการสร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นที่ดีที่สุดให้กับแต่ละแพลตฟอร์มมือถือ ซึ่งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ช่วยให้สามารถต่อยอดพัฒนานวัตกรรมค้นหาเพลงรูปแบบใหม่ได้”สำหรับ แอพพลิเคชั่นดีเซอร์เวอร์ชั่นเบต้ารูปโฉมใหม่สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.deezer.com/newandroid โดยแอพพลิเคชั่นเวอร์ชั่นเต็มจะเปิดให้ดาวน์โหลดผ่านทางกูเกิล เพลย์ เร็วๆ นี้.
ดีเซอร์พัฒนาโปรแกรมรูปโฉมใหม่บนแอนดรอยด์ เชื่อ สามารถสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีบนมือถือเต็มรูปแบบ...นายแมทธิว โกแวน หัวหน้าฝ่ายมือถือของดีเซอร์ กล่าวว่า ดีเซอร์ (www.deezer.com) ผู้ให้บริการเพลงออนไลน์ชั้นนำของโลกเปิดตัว แอพพลิเคชั่นดีเซอร์เวอร์ชั่นเบต้ารูปโฉมใหม่สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการใช้งานให้แก่แฟนเพลงทั่วโลกพร้อมเปิดโลกทัศน์ให้พวกเขาค้นพบเพลงและเหล่าศิลปินหน้าใหม่ทั้งนี้ คุณสมบัติหลักของแอพพลิเคชั่น ดังกล่าว ประกอบด้วย ตัวช่วยค้นหาโดยการคาดการณ์ (Predictive search) –ตัวช่วยอัจฉริยะสุดรู้ใจที่สามารถคาดการณ์ชื่อศิลปินหรือเพลงที่แฟนเพลงต้องการเข้าถึง ทำให้พวกเขาใช้เวลาในการค้นหาน้อยลงและมีเวลาในการฟังเพลงมากยิ่งขึ้นแถบมินิเพลเยอร์ (Built-in permanent mini-player) – ตอบโจทย์การทำกิจกรรมหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน และเพลงสามารถใช้ประกอบการทำกิจกรรมเหล่านั้นได้ นอกจากนี้ ยังดีไซน์ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมต่อการใช้งาน (Ergonomic design) – การค้นหาเพลงเป็นเรื่องที่ยากและอาจทำให้หมดสนุก ดีเซอร์จึงทำการพัฒนาและเปิดตัวส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User interface) ที่มีความโดดเด่นเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือในการหาศิลปินใหม่ได้อย่างรวดเร็วกว่าที่เคย“ดีเซอร์ มีภารกิจหลักในการสร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นที่ดีที่สุดให้กับแต่ละแพลตฟอร์มมือถือ ซึ่งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ช่วยให้สามารถต่อยอดพัฒนานวัตกรรมค้นหาเพลงรูปแบบใหม่ได้”สำหรับ แอพพลิเคชั่นดีเซอร์เวอร์ชั่นเบต้ารูปโฉมใหม่สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://www.deezer.com/newandroid โดยแอพพลิเคชั่นเวอร์ชั่นเต็มจะเปิดให้ดาวน์โหลดผ่านทางกูเกิล เพลย์ เร็วๆ นี้.
มีเดียมอนิเตอร์ เสนอช่อง11 ปรับเนื้อหาเน้นสาธารณประโยชน์
มีเดียมอนิเตอร์ เสนอช่อง11 ปรับเนื้อหาเน้นสาธารณประโยชน์
มีเดียมอนิเตอร์ ทำการศึกษาผังรายการของช่อง 11 พร้อมเสนอปรับเนื้อหา-เพิ่มสัดส่วนภาค ปชช. เน้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ...รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการเสริมสร้างสื่อมวลชนศึกษาเพื่อสุขภาวะ (มีเดียมอนิเตอร์) เผยการสำรวจ “การศึกษาผังรายการเพื่อวิเคราะห์ทิศทางการประกอบกิจการบริการสาธารณะของฟรีทีวี” คือ หัวข้อที่โครงการมีเดียมอนิเตอร์ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ทำการศึกษาผังรายการของช่อง 11 ออกอากาศระหว่างวันที่ 15-21 ม.ค. 2556 ที่ผ่านมา โดยวิเคราะห์ผังและเนื้อหารายการ เพื่อจำแนกสัดส่วนรายการประเภท ข่าวสาร สาระประโยชน์ สาระบันเทิง บันเทิง และอื่นๆ โดยอ้างอิงและเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหลักเกณฑ์อื่นที่กำหนดในการศึกษาครั้งนี้ เช่น คำอธิบายลักษณะรายการสาระบันเทิง บันเทิง โฆษณาบริการธุรกิจ ที่มีเดียมอนิเตอร์เคยกำหนดในการศึกษาเรื่องผังรายการโทรทัศน์ และนโยบายด้านรายการและแผนการจัดทำรายการขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์เฉพาะช่องไทยพีบีเอส โดยสรุปผลการศึกษาและข้อเสนอ ต่อแนวทางการประกอบกิจการเพื่อบริการสาธารณะดังนี้1. จากการวิเคราะห์ผังและเนื้อหารายการ พบว่า สัดส่วนรายการของช่อง 11 ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ศึกษา มีสัดส่วนรายการที่เป็นข่าวสาร 5,055 นาที/สัปดาห์หรือ 50% ขณะที่สัดส่วนรายการสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 4,100 นาที หรือ 41% เมื่อรวมแล้วเป็น 9,155 นาที หรือ 91% 2. ช่อง สทท. 11 มีสัดส่วนข่าวสารสูงกว่าสัดส่วนสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เนื้อหาที่นำเสนอส่วนใหญ่เป็นข้อมูลของภาครัฐเป็นหลัก เช่น นโยบาย และกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น ในขณะที่มีการนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของภาคประชาชน รวมทั้งภาคส่วนอื่น ในสัดส่วนที่น้อยกว่า 3. ผังรายการและสัดส่วนรายการของช่อง สทท.11 ในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา นับว่า มีเนื้อหาที่สะท้อนบริการสาธารณะประเภทที่สาม คือ “มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระจายข้อมูลข่าวสาร เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะแก่คนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะอื่น” ทั้งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจหลักของสถานีที่กำหนดว่า “เป็นสถานีหลักในด้านข่าวสารความรู้และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้ เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต” ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ในกลุ่มรายการสาระประโยชน์จำนวนรวม 4,100 นาที/สัปดาห์นั้น มีเนื้อหาเพื่อคุณภาพชีวิต จำนวน 691 นาที/สัปดาห์ ในขณะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยเพียง 130 นาที/สัปดาห์ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย 4. จากการศึกษายังพบการโฆษณาสินค้าและบริการที่เป็นโฆษณาตรงในช่วงของรายการข่าวกีฬา ข่าวสิ่งแวดล้อม รายการเกษตร และรายการด้านเทคโนโลยี เช่น Thailand Mega Show, East Water, PTT Group, กะทิชาวเกาะ เป็นต้น และพบการโฆษณาแฝงของสินค้าและบริการในช่วงของรายการข่าว รายการเกษตรและรายการให้ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เช่น APF (อำพลฟู้ดส์), FBT, ซาร่า เป็นต้น ทั้งยังพบรายการที่มีผู้สนับสนุนเป็นองค์กรต่างๆ เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน การไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น โดยเนื้อหารายการ เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่สนับสนุน สำหรับ ข้อเสนอ มี 3 ประการ ประกอบด้วย 1. ช่อง 11 ควรปรับเนื้อหาจากการเน้นที่ภาครัฐเป็นหลัก ให้มีการเพิ่มสัดส่วนเนื้อหาจากภาคอื่นของสังคม เช่น ภาคประชาชน ภาควิชาการ เป็นต้น และหากช่อง 11 ต้องการเป็นสื่อสาธารณะประเภทที่สามซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังระบุข้างต้น ก็ต้องเพิ่มเนื้อหาและสัดส่วนเวลากับจำนวนรายการเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนรายการที่เป็นประโยชน์หรือตอบสนองต่อความต้องการของคนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มคนชายขอบ อีกทั้ง เนื้อหารายการโดยภาพรวม ควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่ประชาชนผู้ชมจะได้รับ มากกว่าเพื่อตอบสนองประโยชน์ขององค์กร/หน่วยงานที่สนับสนุนรายการ ทั้งนี้เพื่อให้ช่อง 11 เป็นสื่อสาธารณะเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง 2. ช่อง 11 ควรปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของ กสทช. ที่กำหนดว่า “การประกอบกิจการบริการสาธารณะประเภทที่หนึ่งและประเภทที่สาม หารายได้จากการโฆษณาไม่ได้ เว้นแต่เป็นการหารายได้โดยการโฆษณาหรือเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับงานหรือกิจการของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ สมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ หรือ การเสนอภาพลักษณ์ขององค์กร บริษัท และกิจการ โดยมิได้มีการโฆษณาสรรพคุณ คุณประโยชน์ หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม” และ 3. กสทช. ควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนของลักษณะเนื้อหารายการที่” ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน” “การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ทั้งนี้ เพื่อผลในทางปฏิบัติด้านการผลิตรายการ และการตรวจสอบ การประกอบกิจการบริการสาธารณะ ประเภทที่สาม.
มีเดียมอนิเตอร์ ทำการศึกษาผังรายการของช่อง 11 พร้อมเสนอปรับเนื้อหา-เพิ่มสัดส่วนภาค ปชช. เน้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ...รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการเสริมสร้างสื่อมวลชนศึกษาเพื่อสุขภาวะ (มีเดียมอนิเตอร์) เผยการสำรวจ “การศึกษาผังรายการเพื่อวิเคราะห์ทิศทางการประกอบกิจการบริการสาธารณะของฟรีทีวี” คือ หัวข้อที่โครงการมีเดียมอนิเตอร์ มูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา ทำการศึกษาผังรายการของช่อง 11 ออกอากาศระหว่างวันที่ 15-21 ม.ค. 2556 ที่ผ่านมา โดยวิเคราะห์ผังและเนื้อหารายการ เพื่อจำแนกสัดส่วนรายการประเภท ข่าวสาร สาระประโยชน์ สาระบันเทิง บันเทิง และอื่นๆ โดยอ้างอิงและเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหลักเกณฑ์อื่นที่กำหนดในการศึกษาครั้งนี้ เช่น คำอธิบายลักษณะรายการสาระบันเทิง บันเทิง โฆษณาบริการธุรกิจ ที่มีเดียมอนิเตอร์เคยกำหนดในการศึกษาเรื่องผังรายการโทรทัศน์ และนโยบายด้านรายการและแผนการจัดทำรายการขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์เฉพาะช่องไทยพีบีเอส โดยสรุปผลการศึกษาและข้อเสนอ ต่อแนวทางการประกอบกิจการเพื่อบริการสาธารณะดังนี้1. จากการวิเคราะห์ผังและเนื้อหารายการ พบว่า สัดส่วนรายการของช่อง 11 ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ศึกษา มีสัดส่วนรายการที่เป็นข่าวสาร 5,055 นาที/สัปดาห์หรือ 50% ขณะที่สัดส่วนรายการสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 4,100 นาที หรือ 41% เมื่อรวมแล้วเป็น 9,155 นาที หรือ 91% 2. ช่อง สทท. 11 มีสัดส่วนข่าวสารสูงกว่าสัดส่วนสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่เนื้อหาที่นำเสนอส่วนใหญ่เป็นข้อมูลของภาครัฐเป็นหลัก เช่น นโยบาย และกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น ในขณะที่มีการนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของภาคประชาชน รวมทั้งภาคส่วนอื่น ในสัดส่วนที่น้อยกว่า 3. ผังรายการและสัดส่วนรายการของช่อง สทท.11 ในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา นับว่า มีเนื้อหาที่สะท้อนบริการสาธารณะประเภทที่สาม คือ “มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระจายข้อมูลข่าวสาร เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะแก่คนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะอื่น” ทั้งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจหลักของสถานีที่กำหนดว่า “เป็นสถานีหลักในด้านข่าวสารความรู้และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้ เกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิต” ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ในกลุ่มรายการสาระประโยชน์จำนวนรวม 4,100 นาที/สัปดาห์นั้น มีเนื้อหาเพื่อคุณภาพชีวิต จำนวน 691 นาที/สัปดาห์ ในขณะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการส่งเสริมประชาธิปไตยเพียง 130 นาที/สัปดาห์ ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย 4. จากการศึกษายังพบการโฆษณาสินค้าและบริการที่เป็นโฆษณาตรงในช่วงของรายการข่าวกีฬา ข่าวสิ่งแวดล้อม รายการเกษตร และรายการด้านเทคโนโลยี เช่น Thailand Mega Show, East Water, PTT Group, กะทิชาวเกาะ เป็นต้น และพบการโฆษณาแฝงของสินค้าและบริการในช่วงของรายการข่าว รายการเกษตรและรายการให้ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เช่น APF (อำพลฟู้ดส์), FBT, ซาร่า เป็นต้น ทั้งยังพบรายการที่มีผู้สนับสนุนเป็นองค์กรต่างๆ เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน การไฟฟ้านครหลวง เป็นต้น โดยเนื้อหารายการ เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรที่สนับสนุน สำหรับ ข้อเสนอ มี 3 ประการ ประกอบด้วย 1. ช่อง 11 ควรปรับเนื้อหาจากการเน้นที่ภาครัฐเป็นหลัก ให้มีการเพิ่มสัดส่วนเนื้อหาจากภาคอื่นของสังคม เช่น ภาคประชาชน ภาควิชาการ เป็นต้น และหากช่อง 11 ต้องการเป็นสื่อสาธารณะประเภทที่สามซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังระบุข้างต้น ก็ต้องเพิ่มเนื้อหาและสัดส่วนเวลากับจำนวนรายการเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนรายการที่เป็นประโยชน์หรือตอบสนองต่อความต้องการของคนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มคนชายขอบ อีกทั้ง เนื้อหารายการโดยภาพรวม ควรให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่ประชาชนผู้ชมจะได้รับ มากกว่าเพื่อตอบสนองประโยชน์ขององค์กร/หน่วยงานที่สนับสนุนรายการ ทั้งนี้เพื่อให้ช่อง 11 เป็นสื่อสาธารณะเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง 2. ช่อง 11 ควรปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของ กสทช. ที่กำหนดว่า “การประกอบกิจการบริการสาธารณะประเภทที่หนึ่งและประเภทที่สาม หารายได้จากการโฆษณาไม่ได้ เว้นแต่เป็นการหารายได้โดยการโฆษณาหรือเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับงานหรือกิจการของหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ สมาคม มูลนิธิ หรือนิติบุคคลอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่แสวงหากำไรในทางธุรกิจ หรือ การเสนอภาพลักษณ์ขององค์กร บริษัท และกิจการ โดยมิได้มีการโฆษณาสรรพคุณ คุณประโยชน์ หรือคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม” และ 3. กสทช. ควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนของลักษณะเนื้อหารายการที่” ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชนและรัฐสภากับประชาชน” “การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ทั้งนี้ เพื่อผลในทางปฏิบัติด้านการผลิตรายการ และการตรวจสอบ การประกอบกิจการบริการสาธารณะ ประเภทที่สาม.
Saturday, April 13, 2013
สพฉ.แนะวิธีเดินทางปลอดภัย ช่วงสงกรานต์
สพฉ.แนะวิธีเดินทางปลอดภัย ช่วงสงกรานต์
สพฉ. เผยวิธีเดินทางปลอดภัยช่วงสงกรานต์ พกเบอร์ฉุกเฉิน-อุปกรณ์ปฐมพยาบาลติดรถ แนะปฐมพยาบาลเบื้องต้น เผยประสานศูนย์สั่งการ 1669 – ทีมกู้ชีพ เตรียมรับมือ 24 ชม. ตั้งเป้าช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินภายใน 8 นาที วอนหากพบเห็นรถพยาบาลโปรดให้ทาง...นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรับมืออุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า สงกรานต์เป็นช่วงวันหยุดยาว ซึ่งประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนามาก ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินมากขึ้น 3-4 เท่า ซึ่งในปีที่ผ่านมาสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือระดับของความรุนแรงในการเกิดอุบัติเหตุ เพราะมีสถิติผู้เสียชีวิต ณ จุดเหตุเพิ่มมากขึ้น โดย สพฉ. ได้มีการเตรียมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยได้ประสานกับศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 1669 และมีการตรวจเช็กคู่สายกว่า 500 สายทั่วประเทศให้พร้อมใช้งาน และกระจายทีมกู้ชีพทั้งในส่วนภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั้งนี้ ในส่วนประชาชนเองต้องมีความพร้อมด้วย คือ หากต้องเดินทางไกลจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดในระหว่างการเดินทาง ขับรถด้วยความเร็วที่กฎหมายกำหนด ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด คาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่เดินทาง และหากต้องขับรถในระยะทางไกลเกินกว่า 200 กิโลเมตร ควรหยุดพักเป็นระยะ นอกจากนี้ ควรตรวจสภาพเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ ในรถให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานด้วยเพื่อความปลอดภัยเลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญหากเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินที่สำคัญจะต้องมีสติตลอดเวลา ต้องเตรียมพร้อมเรื่องการสื่อสาร การขอความช่วยเหลือ ซึ่งในรถแต่ละคันควรติดเบอร์โทร.ฉุกเฉินของหน่วยงานต่างๆ ไว้ เพราะบางช่วงเวลาหากตกใจเราอาจลืมการขอความช่วยเหลือได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ควรมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลและยาที่จำเป็นไว้บ้าง อาทิ สำลี น้ำยาฆ่าเชื้อที่แผล ผ้าก๊อซปิดแผล ผ้าพันแผล พลาสเตอร์ปิดแผล ผ้ายืดพันแก้เคล็ดขัดยอก ถุงมือใช้แล้วทิ้ง ปากคีบหยิบสำลี กรรไกรตัด ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้เมารถ เป็นต้น นอกจากนี้ควรเตรียมอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น อาทิ ไฟฉาย ไฟฉุกเฉิน เชือก เพราะอุปกรณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตคุณและคนที่คุณรักได้นพ.อนุชา กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่พบอุบัติเหตุหรือเป็นผู้ประสบเหตุเองและยังช่วยเหลือตนเองได้ควรตั้งสติ สงบสติอารมณ์และประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของอุบัติเหตุและพิจารณาว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บกี่คน มีรถยนต์ที่ประสบเหตุกี่คัน รวมถึงระบุสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจน และควรรีบโทร.แจ้งสายด่วน 1669 โดยอย่าพยายามเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่บาดเจ็บด้วยตนเอง เพราะอาจจะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินบาดเจ็บมากยิ่งขึ้นได้ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุให้จอดรถในที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน ซึ่งหากผู้ป่วยฉุกเฉินมีเลือดออกมากให้ทำการปฐมพยาบาลโดยการห้ามเลือด โดยใช้ผ้าปิดปากแผล แล้วใช้ส้นมือหรือฝ่ามือกดให้แน่นประมาณ 10-15 นาที จนเลือดหยุด แต่อย่ากดจนซีดเขียว สำหรับภาวะเลือดออกภายในการห้ามเลือดอาจทำได้ยากหรืออาจทำไม่ได้เลย แต่สามารถช่วยปฐมพยาบาลเพื่อลดความรุนแรงได้คือให้ผู้ป่วยพักในท่าที่สบายที่สุด ปลอบใจให้ผู้ป่วยไม่ตื่นเต้นตกใจและสงบจะทำให้เลือดออกน้อยลง ห้ามให้อาหารและน้ำทางปาก จนกว่าแพทย์จะอนุญาต และหากไอเป็นเลือด ให้ผู้ป่วยพยายามไอเบาๆ จะทำให้เลือดออกน้อยลง นอกจากนี้ หากกระดูกหักและจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายจริงๆ ให้ดามกระดูกก่อน โดยอาจใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวเช่นกระดาษแข็งหนาๆ หรือไม้นำมามัดดามไว้ด้วยเชือกหรือผ้าพันแผลบริเวณที่กระดูกหักเพื่อลดการขยับ“ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ทีมกู้ชีพพร้อมทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง โดยเราตั้งเป้าการไปช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินให้ได้ภายใน 8 นาที เพราะจะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีโอกาสรอดและปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้น หากผู้ขับขี่พบเห็นรถพยาบาลโปรดหลีกทางให้ด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันการ โดยอยากให้คิดเสมอว่าคนในรถฉุกเฉินอาจเป็นญาติหรือคนที่คุณรักก็ได้” นพ.อนุชา กล่าว.
สพฉ. เผยวิธีเดินทางปลอดภัยช่วงสงกรานต์ พกเบอร์ฉุกเฉิน-อุปกรณ์ปฐมพยาบาลติดรถ แนะปฐมพยาบาลเบื้องต้น เผยประสานศูนย์สั่งการ 1669 – ทีมกู้ชีพ เตรียมรับมือ 24 ชม. ตั้งเป้าช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินภายใน 8 นาที วอนหากพบเห็นรถพยาบาลโปรดให้ทาง...นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรับมืออุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า สงกรานต์เป็นช่วงวันหยุดยาว ซึ่งประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนามาก ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินมากขึ้น 3-4 เท่า ซึ่งในปีที่ผ่านมาสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือระดับของความรุนแรงในการเกิดอุบัติเหตุ เพราะมีสถิติผู้เสียชีวิต ณ จุดเหตุเพิ่มมากขึ้น โดย สพฉ. ได้มีการเตรียมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยได้ประสานกับศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 1669 และมีการตรวจเช็กคู่สายกว่า 500 สายทั่วประเทศให้พร้อมใช้งาน และกระจายทีมกู้ชีพทั้งในส่วนภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั้งนี้ ในส่วนประชาชนเองต้องมีความพร้อมด้วย คือ หากต้องเดินทางไกลจะต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาดในระหว่างการเดินทาง ขับรถด้วยความเร็วที่กฎหมายกำหนด ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด คาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่เดินทาง และหากต้องขับรถในระยะทางไกลเกินกว่า 200 กิโลเมตร ควรหยุดพักเป็นระยะ นอกจากนี้ ควรตรวจสภาพเครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ ในรถให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานด้วยเพื่อความปลอดภัยเลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญหากเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉินที่สำคัญจะต้องมีสติตลอดเวลา ต้องเตรียมพร้อมเรื่องการสื่อสาร การขอความช่วยเหลือ ซึ่งในรถแต่ละคันควรติดเบอร์โทร.ฉุกเฉินของหน่วยงานต่างๆ ไว้ เพราะบางช่วงเวลาหากตกใจเราอาจลืมการขอความช่วยเหลือได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ควรมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลและยาที่จำเป็นไว้บ้าง อาทิ สำลี น้ำยาฆ่าเชื้อที่แผล ผ้าก๊อซปิดแผล ผ้าพันแผล พลาสเตอร์ปิดแผล ผ้ายืดพันแก้เคล็ดขัดยอก ถุงมือใช้แล้วทิ้ง ปากคีบหยิบสำลี กรรไกรตัด ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้เมารถ เป็นต้น นอกจากนี้ควรเตรียมอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น อาทิ ไฟฉาย ไฟฉุกเฉิน เชือก เพราะอุปกรณ์เหล่านี้อาจกลายเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตคุณและคนที่คุณรักได้นพ.อนุชา กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่พบอุบัติเหตุหรือเป็นผู้ประสบเหตุเองและยังช่วยเหลือตนเองได้ควรตั้งสติ สงบสติอารมณ์และประเมินสถานการณ์ความรุนแรงของอุบัติเหตุและพิจารณาว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บกี่คน มีรถยนต์ที่ประสบเหตุกี่คัน รวมถึงระบุสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจน และควรรีบโทร.แจ้งสายด่วน 1669 โดยอย่าพยายามเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่บาดเจ็บด้วยตนเอง เพราะอาจจะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินบาดเจ็บมากยิ่งขึ้นได้ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุให้จอดรถในที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน ซึ่งหากผู้ป่วยฉุกเฉินมีเลือดออกมากให้ทำการปฐมพยาบาลโดยการห้ามเลือด โดยใช้ผ้าปิดปากแผล แล้วใช้ส้นมือหรือฝ่ามือกดให้แน่นประมาณ 10-15 นาที จนเลือดหยุด แต่อย่ากดจนซีดเขียว สำหรับภาวะเลือดออกภายในการห้ามเลือดอาจทำได้ยากหรืออาจทำไม่ได้เลย แต่สามารถช่วยปฐมพยาบาลเพื่อลดความรุนแรงได้คือให้ผู้ป่วยพักในท่าที่สบายที่สุด ปลอบใจให้ผู้ป่วยไม่ตื่นเต้นตกใจและสงบจะทำให้เลือดออกน้อยลง ห้ามให้อาหารและน้ำทางปาก จนกว่าแพทย์จะอนุญาต และหากไอเป็นเลือด ให้ผู้ป่วยพยายามไอเบาๆ จะทำให้เลือดออกน้อยลง นอกจากนี้ หากกระดูกหักและจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายจริงๆ ให้ดามกระดูกก่อน โดยอาจใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวเช่นกระดาษแข็งหนาๆ หรือไม้นำมามัดดามไว้ด้วยเชือกหรือผ้าพันแผลบริเวณที่กระดูกหักเพื่อลดการขยับ“ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ทีมกู้ชีพพร้อมทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง โดยเราตั้งเป้าการไปช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินให้ได้ภายใน 8 นาที เพราะจะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีโอกาสรอดและปลอดภัยมากที่สุด ดังนั้น หากผู้ขับขี่พบเห็นรถพยาบาลโปรดหลีกทางให้ด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันการ โดยอยากให้คิดเสมอว่าคนในรถฉุกเฉินอาจเป็นญาติหรือคนที่คุณรักก็ได้” นพ.อนุชา กล่าว.
Google ขึ้นภาพ Doodles ร่วมฉลองสงกรานต์ไทย
Google ขึ้นภาพ Doodles ร่วมฉลองสงกรานต์ไทย
กูเกิลไม่พลาดร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลแห่งความสนุกสนานสงกรานต์ไทย โดยขึ้นภาพ Doodles สัญลักษณ์สงกรานต์และการทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา...เช้าวันที่ 13 เม.ย. มีรายงานว่า เว็บไซต์กูเกิล (www.google.co.th) เปลี่ยนภาพ Doodles เป็นภาพลวดลายศิลปะ การปล่อยนกปล่อยปลาทำบุญ โดยเมื่อคลิกที่ภาพเพื่อดูรายละเอียด จะปรากฏเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประเพณีสงกรานต์ของชาวไทย โดยกูเกิลใช้คำค้นหา ว่า วันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย โดยจากคำค้นดังกล่าว กูเกิลอ้างว่าจะพบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องราว 1,770,000 รายการ.
กูเกิลไม่พลาดร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลแห่งความสนุกสนานสงกรานต์ไทย โดยขึ้นภาพ Doodles สัญลักษณ์สงกรานต์และการทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา...เช้าวันที่ 13 เม.ย. มีรายงานว่า เว็บไซต์กูเกิล (www.google.co.th) เปลี่ยนภาพ Doodles เป็นภาพลวดลายศิลปะ การปล่อยนกปล่อยปลาทำบุญ โดยเมื่อคลิกที่ภาพเพื่อดูรายละเอียด จะปรากฏเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประเพณีสงกรานต์ของชาวไทย โดยกูเกิลใช้คำค้นหา ว่า วันสงกรานต์ ปีใหม่ไทย โดยจากคำค้นดังกล่าว กูเกิลอ้างว่าจะพบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องราว 1,770,000 รายการ.
Subscribe to:
Posts (Atom)
Blog Archive
-
▼
2013
(246)
-
▼
April
(57)
- คัดเลือกซุปเปอร์บอร์ด กสทช.วุ่น! พันธ์ศักดิ์ยื่นฟ้...
- ปิดตำนาน CAT CDMA หลังเที่ยงคืนวันนี้!
- เอชพีออกพอร์ทโฟลิโอเทป ชูเทคโนโลยีใหม่ใช้ต้นทุนต่ำ
- ฟันธง! นิยามสื่อบริการสาธารณะไทย ไม่ตรงกับคำนิยามสากล
- แบล็กเบอร์รี่หงอย เปิดตัว Z10 ไม่คึกคัก
- สั่ง3ค่าย เคลียร์7ข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ก่อนเปิด3จี
- แคนนอนขึ้นแชมป์กล้องDSLRทั่วโลก10ปีซ้อน
- กสทช.สัมมนาเปิดมุมมอง จรรยาบรรณสื่อ-องค์กรกำกับ
- เอไอเอสยก3จีลงช็อป เสิร์ฟคลื่น 2.1GHzให้ลูกค้าลองใช้
- แนะกสทช.ทำวิจัยผู้บริโภคก่อนออกใบอนุญาตทีวีสาธารณะ
- อาร์คอสเผยโฉม ทีวีคอนเน็กต์ มิติใหม่ความบันเทิงในบ้าน
- ซุปเปอร์บอร์ด กสทช. เริ่มทำงาน 22 เม.ย.
- มีเดียมอนิเตอร์ เสนอช่อง11 ปรับเนื้อหาเน้นสาธารณปร...
- เปิดแผนปฏิบัติการ รับมือภัยพิบัติ-เหตุฉุกเฉิน
- โลกาภิวัตน์ 15/04/56
- Google ขึ้นภาพ Doodles ร่วมฉลองสงกรานต์ไทย
- เผยโฉม แอพฯ มิวสิคโหลดได้ผ่านแอนดรอยด์
- มีเดียมอนิเตอร์ เสนอช่อง11 ปรับเนื้อหาเน้นสาธารณปร...
- สพฉ.แนะวิธีเดินทางปลอดภัย ช่วงสงกรานต์
- Google ขึ้นภาพ Doodles ร่วมฉลองสงกรานต์ไทย
- เผยโฉม แอพฯ มิวสิคโหลดได้ผ่านแอนดรอยด์
- จับตาศึกไลเซ่นส์โทรคมฯพม่า เอไอเอสถอนตัว เทเลนอร์-...
- 3 ค่ายมือถือพร้อมรับสงกรานต์ ผุดงานใหญ่แหล่งท่องเท...
- โลกาภิวัตน์ 12/04/56
- ฮิตาชิฯ ตั้งแม่ทัพใหม่ หวังรุกตลาดโซลูชั่นข้อมูลในไทย
- ชงสัญญา 3จี 3ค่าย เข้าบอร์ด กทค. 18เม.ย.นี้
- จับตาศึกไลเซ่นส์โทรคมฯพม่า เอไอเอสถอนตัว เทเลนอร์-...
- LINE ฉลองผู้ใช้ไทยถึง15ล้าน ดึงนิชคุณโปรโมต LINE PLAY
- เอไอเอสติดเครื่องรอ 4จี จ่อประมูลคลื่น1800MHzให้บร...
- เอชทีซี แนะการถ่ายรูปสวยๆช่วงเที่ยวสงกรานต์
- เนคเทค เปิดตัวแอพฯ S-Sense ติดตามความรู้สึกบนโซเชียล
- ส.ว.ได้ฤกษ์ทำคลอด5 ซุปเปอร์บอร์ดกสทช.
- ลูกค้าเอไอเอสเฮ! 3จีพร้อมใช้18จังหวัด ให้สิทธิ์2แส...
- อีเอ็มซี ปรับทัพฝ่ายขาย-บริการ หนุนธุรกิจเอเชียตะว...
- เปิดตัว ทอฝัน2.0 ภาคต่อโซเชียลมีเดียบล็อกเลือดไทย
- โซเชียลจุดกระแส พี่มากพระโขนง บอกปากต่อปาก รายได้เ...
- เร่งพัฒนาการให้บริการไอซีที ผู้พิการ
- หนุนแก้ พ.ร.บ.คอมพ์ แต่ห่วงปัญหาบังคับใช้ เหตุเน้น...
- ปตท.สผ.เลือก กสท ให้บริการโครงข่ายเคเบิลใยแก้วใต้น...
- คาด3ปีได้ใช้ พ.ร.บ.คอมพ์ ฉบับใหม่
- เร่งพัฒนาการให้บริการไอซีที ผู้พิการ
- หนุนแก้ พ.ร.บ.คอมพ์ แต่ห่วงปัญหาบังคับใช้ เหตุเน้น...
- โลกาภิวัตน์ 05/04/56
- มจธ.ซิวแชมป์ อิมเมจินคัพ พัฒนาแอพฯต้นทุนต่ำในงานรั...
- เทรนด์ไมโคร เตือนโจรไซเบอร์รุกรานระบบไอทีของธนาคาร...
- กสทช.ชี้โทษ! ส่งSMSหลอก ผิดอาญาคุก5ปี
- สถานีฐาน3จีพร้อมแล้ว5,000แห่ง ดีแทคหวังลูกค้า10ล้า...
- เอไอเอส ใช้อุปกรณ์โนเกียซีเมนส์ฯ ทำโครงข่าย3จี
- บ.ไอทีไทยตบเท้ารับรางวัล 2013 Frost & Sullivan Tha...
- ซัมซุงเผยโฉมสมาร์ททีวีใหม่-ยูเอชดีจอ85นิ้ว ปักธงเจ...
- บี้3ค่าย ย้ายมือถือเบอร์เดิม ต้อง4หมื่นเลขหมาย/วัน
- เสนอ3เงื่อนไข ช่อง 5,11 ออกอากาศระบบดิจิตอล
- เปิดตัวเลขาสุขภาพ เชื่อมโยงหมอ-คนไข้ผ่านแอพพลิเคชั่น
- แบล็คเบอร์รี่ส่ง Z10 เขย่าตลาดสมาร์ทโฟนไฮเอนด์
- โลกาภิวัตน์ 01/04/56
- กูเกิลอำ! เปิดตัว Google Nose รับวันเมษาหน้าโง่
- บอร์ดทีโอทีอนุมัติงบ500 ล้าน ประมูลUSO
-
▼
April
(57)